Thai Language English Language

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กรดโฟลิก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กรดโฟลิก แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2555

Health Life 2 You - สารอาหาร 17. ทองแดง สารต้านมะเร็ง

17. ทองแดง  ( Copper )

          เป็นแร่ธาตุที่ร่างกายต้องการเล้กน้อยเพื่อสร้างเม็ดเลือดแดง สร้างพลังงานช่วยดูแลผิวหนังให้มีความยืดหยุ่น เป็นตัวกำจัดฟรีแรดิคัล

         ทองแดงช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้ดี แต่การมีธาตุเหล็กและสังกะสีในร่างกายมากเกินไปก็จะไปขัดขวางการดูดซึมทองแดงได้ คนที่ขาดทองแดงจะเกิดภาวะโลหิตจาง มีระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูง หัวใจเต้นผิดปกติ ฯลฯ 
      
         ถ้ากลัวว่าจะขาดทองแดง ไม่ต้องมองจากที่อื่นไกล 
มีในอาหารที่เรารู้จักกันทั่วไปค่ะ อาหารประเภทไหนมีเหล็กอยู่มากก็จะมีทองแดงไปด้วย ในหอยนางรมมีทองแดงมากที่สุด นอกจากนี้ยังมีในรำข้าว จมูกข้าว และธัญพืชต่างๆ ปลา มะม่วง ลูกพรุน กล้วย เห็ด ผักใบเขียว ฯลฯ

- ธาตุทองแดง

         ทองแดง เป็นแร่ธาตุที่มีความสำคัญต่อร่างกายซึ่งมีประโยชน์ในการช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจ และยังเป็นตัวประกอบสำคัญที่ช่วยในการขนส่งธาตุเหล็กใน เลือดของเรา ทำให้เราไม่เป็นโรคโลหิตจางนอกจากนี้ ทองแดง ยังเป็นแร่ธาตุที่ช่วยปรับระดับออกซิเจนในเนื้อเยื่อให้อยู่ในภาวะสมดุลไม่ มากหรือน้อยจนทำให้เกิดปัญหาต่อร่างกาย สร้างเม็ดเลือดสีหรือเมลานินให้กับผิวหนัง และท้ายสุดทองแดงก็ช่วยสร้างคอลลาเจนและช่วยทำให้กระดูกและผนังหลอดเลือดมี ความแข็งแรง ที่สำคัญทองแดงเป็นตัวช่วยลดความอันตรายที่เกิดจากสารตะกั่วและแคดเมียม ซึ่งอาจจะทำให้ร่างกายของเราเจ็บป่วยได้

        ทองแดงเป็นแร่ธาตุ ที่แปลกกว่าเพื่อน ไม่ว่าจะรับประทานมาจากอาหารธรรมดาหรือจากอาหารเสริมก็สามารถเป็นพิษได้ทั้ง นั้นซึ่งหากได้รับในปริมาณมากๆก็จะทำให้มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดกระเพาะอาหาร ปวดกล้ามเนื้อ และอาจทำให้เป็นโรคโลหิตจางได้เช่นกันเนื่องจากเม็ดเลือดแดงแตกสลาย นอกจากนี้หากว่าได้รับการสะสมเป็นระยะเวลานานๆก็อาจทำให้ตับมีปัญหา และอาจจะร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ ทองแดงนั้นมีอยู่ในอาหารหลายชนิดแต่ที่มีมากก็คืออาหารจำพวกสัตว์มีเปลือก อย่างเช่น ปู กุ้ง หอย นอกจากนั้นมีผักไร้ใบ ตับ ปลา ผักโขม เห็น หอยนางรม จมูกข้าวสาลี น้ำผึ้ง เป็นต้น

- ทองแดงกับเลือดแดงๆ

       ไม่ใช่เรื่องถึงขนาดคอขาดบาดตายหรอกครับ แต่เห็นว่าเรื่องเลือดเป็นเรื่องใหญ่ในชีวิตของเรา และแร่ธาตุตัวหนึ่งคือ “ทองแดง” มีความสำคัญเกี่ยวกับเลือด ก็เลยเอาทองแดงกับเลือดแดงมาเป็นหัวข้อคุยสู่กันฟัง

       ส่วนสำคัญส่วน หนึ่งของเลือดแดงคือ เฮโมโกลบิน ซึ่งมีหน้าที่พาออกซิเจนและสารอาหารในเซลล์เลือดไปเลี้ยงเซลล์อื่นๆ ทั่วร่างกาย และเมื่อเอาออกซิเจนเข้าไปในเซลล์แล้ว ก็จะเปลี่ยนรับเอาคาร์บอนไดออกไซด์จากเซลล์ออกไปสู่ปอด ฟอกเลือดดำให้เป็นเลือดแดง และก็วนเวียนเอาออกซิเจนและสารอาหารกลับไปเลี้ยงเซลล์แล้ว รับคาร์บอนไดออกไซด์ กลับมาฟอกในปอด วนเวียนอยู่อย่างนี้ตลอดชีวิตของเรา

       เซลล์ ทุกเซลล์ในร่างกายของเราต้องมีอาหารไปเลี้ยงดู ชีวิตของเราจึงอยู่ยั่งยืนตลอดชั่วชีวิตของเรา และก็พูดได้อย่างเต็มปากเต็มคอว่า เฮโมโกลบินนี่แหละที่ทำให้การสืบต่อชีวิตของเรายืนยาวต่อไปได้

       พูดถึงเฮโมโกลบินมายืดยาว ก็คงจะสงสัยกันแล้วนะครับ ว่าพูดกันทำไม ในเมื่อขึ้นต้นก็พูดถึงทองแดงและเลือดแดงๆ อยู่หยกๆ

       ตอนนี้ทองแดงต้องโผล่หน้าออกมาแล้วครับ เพราะทองแดงเป็นตัวช่วยให้เหล็กกลายเป็นเลือดเป็นเนื้อของเฮโมโกลบิน และสีแดงของเลือดเกิดขึ้นได้ก็เพราะเหล็กนี่เอง แต่เหล็กจะกลายเป็นตัวสำคัญของเลือดได้ก็ต้องอาศัย ทองแดงผสมกันกับเหล็ก เหล็กจึงจะแปลงร่างเป็นเฮโมโกลบินได้

       ทองแดงเป็นแร่ธาตุ 1 ใน 18 ตัว ซึ่งร่างกายต้องมี เมื่อเรากินอาหารซึ่งมีธาตุทองแดงอยู่ด้วย และเมื่ออาหารนั้นถูกย่อยแล้ว ทองแดงจะเข้าไปสู่ สายเลือดได้ภายใน 15 นาที และเมื่อเข้าไปผสมกับโปรตีนซึ่งเมื่อถูกย่อยแล้ว จะแตกตัวเป็นแอมมิโน แอซิคหลายตัว มีแอมมิโน แอซิค อยู่ตัวหนึ่งชื่อ ไทโรซีน ซึ่งเมื่อทองแดงเข้าไปเกาะตัวร่วมด้วย ก็จะกลายเป็น สีแก่ของเส้นผมและผิวหนัง

        โดยเหตุนี้กล่าวได้ว่า หน้าที่อีกส่วนหนึ่งของทองแดง ทำให้เส้นผมดกดำและผิวหนังดูมีผิวพรรณดีขึ้น

          และ ยังมีหน้าที่ส่งเสริมการทำงานของวิตามิน C ให้ดีขึ้นด้วย วิตามิน C มีความสำคัญต่อการสร้าง IMMUNE SYSTEM หรือภูมิชีวิตของร่างกายให้ แข็งแรง

ยังมีหน้าที่ย่อยๆของทองแดงต่อร่างกายดังนี้อีก

          - ช่วยในการสร้างโปรตีน

          - ช่วยให้การรักษาตัวเองเป็นไปโดยธรรมชาติ (ไม่ต้องใช้ยา)

          - ช่วยในการสร้างปลอก (SHEAT) ประสาท

          - ช่วยสร้างความยืดหยุ่นให้กล้ามเนื้อ

          - ช่วยสร้างโครงสร้างเริ่มต้นของกระดูก

          - เป็นตัวร่วมสร้าง RNA และ DNA

        ทองแดง ในร่างกายเราได้มาจากแหล่งอาหารหลายแหล่ง เช่น จากเมล็ดพันธุ์พืชซึ่งไม่ได้ขัดขาว (เช่น ข้าวซ้อมมือ) ถั่วอัลมอนด์ ผักใบเขียวจัด ถั่วประเภทเป็นฝัก (ถั่วฝักยาว ถั่วลันเตา) ลูกพรุน กุ้ง และอาหารทะเลทุกชนิด

        พวกพืช-พันธุ์ต่างๆ ซึ่งมีทองแดงอยู่ด้วยนั้น มักจะมีปริมาณทองแดงไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับพื้นดินที่พืชพันธุ์เหล่านั้นปลูกอยู่ ถ้าพืช เหล่านั้นปลูกอยู่ในดินดี มีแร่ธาตุอุดมสมบูรณ์ ก็จะมีปริมาณทองแดงมากกว่าพืชที่มาจากพื้นดินที่แห้งแล้ง

        เรื่องพื้น ดินนี้เป็นจุดสำคัญที่น่าจดจำเป็นอย่างยิ่ง สมัยนี้จะมีอาหารเสริมหลากหลายออกมาจำหน่ายในตลาด อาหารเสริมเหล่านี้มักจะโฆษณาเรื่องมีวิตามินและแร่ธาตุหลากชนิดผสมอยู่ ก่อนจะซื้อนอกจากจะอ่านฉลากอย่างละเอียดแล้ว ควรจะรู้จักที่มาที่ไปของบริษัทผู้ผลิตและควรจะรู้แหล่งพื้นดิน ที่เพาะปลูกพืชที่มาผลิตเป็นวิตามินและแร่ธาตุเหล่านั้นด้วยว่า พื้นดินที่เพาะปลูกอยู่ในแถบไหน และมีแร่ธาตุอุดมสมบูรณ์ มากน้อยเพียงไรด้วย

        ที่อยากจะพูดถึงความสำคัญของทองแดงในวันนี้ก็ เพราะมีความเข้าใจผิดบางอย่างเกี่ยวกับเรื่องเลือด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เวลาที่บางคนรู้สึกไม่มีแรง และอาจ จะคิดว่าเลือดจาง ก็มักจะไปซื้อแร่ธาตุเหล็กอย่างชนิดที่สกัดเป็นเม็ดมากิน

        หรือบางที ไปเจาะเลือดมาแล้วปรากฏว่าทำท่าจะโลหิตจาง แพทย์บางท่านก็จะสั่งให้กินแร่ธาตุเหล็กอย่างสกัดเป็นเม็ด เวลาท่านสั่งยา เมื่อกินหมดแล้ว คนไข้ก็มักจะไปซื้อแร่ธาตุเหล็กอย่างเม็ดมากินต่อเอง เข้าใจว่ากินเข้าไปมากๆ เลือดก็จะเพิ่มขึ้น และเข้าใจว่ากินมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดี

        นั่นแหละคือการเข้าใจผิดอย่าง มาก และความเข้าใจผิดนั้นทำให้เกิดอันตรายร้ายแรง เลือดจาก (ANEMIA) นั้น มีหลายชนิดนะครับ จริงอยู่การขาดธาตุเหล็กเป็นสาเหตุหนึ่งของเลือดจาง แต่การขาดธาตุเหล็กนั้น ไม่ได้หมายความโรคโลหิตจางทุกชนิดนั้น เกิดจากการขาดธาตุเหล็กทั้งสิ้น นอกจากนั้นการกินธาตุเหล็กสกัดเป็นเม็ด จะเกิดเป็นอันตรายร้ายแรงได้ โดยเฉพาะเด็กๆ และผู้ที่ป่วยเป็นโรคเลือดจางแบบที่เรียกว่า SICKLE CELL ANEMIA ซึ่งเป็นโรคเกี่ยวกับเซลล์เลือดและตัวไขกระดูก ซึ่งเป็นตัวสร้างเลือดโดยตรง อาการย่อๆ ของผู้ที่เป็นโรคนี้ก็คือปวดตามข้อต่อต่างๆ มีไข้ขึ้นทั้งวัน ม้ามโต อ่อนเพลีย หมดแรง เวียนหัวปวดหัว

        นอกไปจากนั้นยังเกี่ยวกับ โรคเลือดอื่นๆ เช่น HEMOCHROMATOSIS ซึ่งทำให้แร่ธาตุเหล็กคั่งค้างอยู่ในเลือดมากเกินไป ทำให้ตับโต ผิวหนังดูดำคลํ้า และยังทำให้อาการเบาหวานเป็นมากขึ้น และอาจจะถึงกับหัวใจวายได้

        แล้วยังมีโรคเลือดทางลาสซีเมีย ซึ่งเดี๋ยวนี้คนไทยก็เป็นกันมากขึ้นอีก

        ขอสรุปสั้นๆว่า อย่าไปซื้อแร่เหล็กมากินเองเลยนะครับ หรือถ้าแพทย์สั่งให้กิน พอกินหมดก็อย่าไปซื้อมากินเองต่อ อันตรายครับ

        เรื่องเหล็กและโรคโลหิตจางนี้ ขออนุญาตเขียนยาวๆ อีกตอนหนึ่งครับ ตอนนี้ขอต่อเรื่องเหล็กกับทองแดงต่อ

        ถ้าหากปรากฏว่าคุณเป็นโรคโลหิตจาง เพราะขาดธาตุเหล็ก (IRON-DEFICIENCY ANEMIA) แล้วคุณจะไปหาธาตุเหล็กมากินแต่อย่างเดียวยังไม่พอ คุณต้องหาทองแดงมากินประกอบด้วย เพราะทองแดงเป็นตัวประกอบของเหล็ก ช่วยสร้างเฮโมโกลบินดังที่ได้บอกแล้วในตอนต้น

       ขอพูดถึงความสำคัญและโทษของทองแดงเสียก่อน

       มีศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์ทางอาหารกลุ่มหนึ่งนำโดย อาจารย์แอนน์ หลุยส์ ลิตเติลแมน นายแพทย์ลีโอนิค กอร์ดิน และนายแพทย์ลารี่ วิลสัน จากนิวยอร์ก ได้ศึกษาถึงเรื่องชีวจิตของคนสมัยใหม่ ปรากฏว่าเป็นโรคซึ่งหาสาเหตุไม่ค่อยพบ คือ มีอาการเหนื่อยเพลียนอนไม่หลับ เป็นโรคผิวหนังชนิดต่างๆง่าย มีอาการผิดปกติทางประจำเดือนอย่างรุนแรง ปวดเนื้อปวดตัว ตื่นเต้น และวิตกหรือเครียดอยู่เสมอ อาการเหล่านี้จะมีปรากฏอยู่ใน HYPOGLY-CEMIA ซึ่งผมเคยเขียนไว้ในไทยรัฐหลายฉบับเมื่อปีก่อน

      แต่กลุ่มแพทย์และนัก วิทยาศาสตร์ทางอาหารเหล่านี้ ต้องการศึกษาว่าในด้านอาหารและแร่ธาตุต่างๆ ในเลือดของคนไข้เหล่านี้นั้น มีอะไรผิดปกติหรือเปล่า

       ท่านเหล่านี้ได้พบว่า คนไข้หลายร้อยคนเมื่อถูกนำตัวไปตรวจเลือด ปรากฏว่ามีธาตุทองแดงอยู่ในเลือดมากเกินไป

       กลุ่มแพทย์ นี้ได้ศึกษาต่อไปอีกว่า เมื่อเคยมีค้นคว้าเรื่องแร่ธาตุได้วางสูตรไว้ว่า ต้องมีทองแดงมาช่วยธาตุเหล็กเท่านั้น จึงจะช่วยให้เลือดดีขึ้นนั้น ทำไมเมื่อมีทองแดงเกินไป คนไข้เหล่านั้นจึงป่วย

       คำตอบง่ายนิดเดียว เดี๋ยวนี้มีทองแดงสกัดเป็นเม็ดจำหน่ายในท้องตลาด แม้ว่าทองแดงเหล่านี้จะสกัดมาด้วยวิธีธรรมชาติ แต่เมื่อเป็นเม็ดแล้ว การดูดซึมของร่างกายทำไม่ได้ดี จึงเกิดการสะสมเป็นพิษขึ้น และป่วยมีอาการต่างๆ ดังกล่าวแล้ว

      แพทย์เหล่านี้ได้ยุติการกินทองแดงอย่างเม็ด และให้กินอาหารซึ่งมีแร่ธาตุทองแดงอยู่ในอาหารเหล่านั้นแทน

      คนไข้ทุกคนหายจากอาการป่วย และแข็งแรงสดใส มีชีวิตชีวาดีทุกคน

      ตอนนี้ ก็ถึงตอนบทสรุปของผมแล้วละครับ ร่างกายเรานั้นต้องการทองแดงน้อยมาก เป็นปริมาณซึ่งเราเรียกกันว่า TRACE MINERAL วันละ 2 มก. ก็พอ

      เพราะ ฉะนั้น ไม่ต้องห่วง อย่าไปซื้ออย่างเม็ดกินเลยครับ กินจากอาหารตามสูตรชีวจิตนั่นแหละครับ ขอยํ้าอีกที อาหารที่มีธาตุทองแดง เช่น ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ ผักใบเขียวจัดๆ ถั่วเป็นฝัก อย่างเช่นถั่วฝักยาว ถั่วลันเตา ลูกพรุน ถั่วอัลมอนด์ กุ้ง และอาหารทะเลทุกชนิด

      เท่านี้ก็เหลือเฟือแล้วครับ กินอาหารให้ถูกต้อง เลือกอาหารให้ครบเท่านั้นเอง ไม่ต้องเสียเงินแพงๆ แถมยังสบายใจด้วย.

Copy right(c)2000 by Vacharaphol Co.,Ltd.
1 Viphavadirangsit Rd. Bangkok 10900 Thailand Tel.(662) 272-1030 Fax. (662) 272-132

   

        

วันอาทิตย์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2555

Health Life 2 You - สารอาหาร 15. กรดโฟลิก สารต้านมะเร็ง

15. กรดโฟลิก  ( Folic Acid )

         ได้ยินบ่อยๆ ว่ามีความสำคัญต่อสมองของทารกในครรภ์ แต่ประโยชน์มีมากกว่านั้นค่ะ ที่เราให้ความสนใจก็ เพราะช่วยป้องกันมะเร็งได้ด้วย

         นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า กรดโฟลิกดูแลดีเอ็นเอของเราอยู่ การมีกรดโฟลิกต่ำจะทำให้เซลล์ที่เกิดใหม่ไม่ลอกแบบให้เหมือนเซลล์เก่า แต่ทำตัวผิดเพี้ยนไปกลายเป็นเซลล์มะเร็งได้ พบว่าคนที่มีเซลล์มะเร็งปากมดลูกและมะเร็งปอดระยะเริ่มต้นจะมีระดับกรดโฟลิกในเลือดต่ำ

         กรดโฟลิกหาได้ง่ายมากๆ ในอาหารประจำวัน เช่น ผักโขม บรอกโคลี ถั่วแดง ส้ม ฯลฯ การกินผักผลไม้ให้ได้โฟลิกเต็มๆ ควรกินผักสด เพราะโฟลิกจะหายไปเกือบตรึ่งหากปรุงด้วยความร้อนสูง

- กรดโฟลิคคืออะไร ?

          กรดโฟลิค ( Folic acid ) เป็นสารอาหารในกลุ่มวิตามิน บี ที่ละลายน้ำ ซึ่งอาจอยู่ในรูป สารประกอบชนิดอื่น ๆ และมีชื่อเรียกแตกต่างกันไป เช่น โฟเลต (Folate) โฟลาซิน (Folacin) เป็นต้น กรดโฟลิคมีหน้าที่ในการสังเคราะห์สารพันธุกรรม (DNA) ให้คงรูปโครโมโซม ควบคุมการสร้างกรด อะมิโน (Amino acids) ซึ่งเป็นหน่วยที่เล็กที่สุดของโปรตีน จำเป็นต่อการแบ่งตัวของเซลล์และการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อต่าง ๆ นอกจากนี้ ยังมีหน้าที่ในการสร้างและการแก่ตัวของเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาวในไขกระดูก กรดโฟลิคเมื่อเข้าสู่ร่างกายจะถูกดูดซึมที่บริเวณลำไส้เล็ก จากนั้นจะถูกส่งไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายและสุดท้ายจะถูกขับออกจากร่างกายไปกับปัสสาวะในรูปของโฟเลท

- ใครกันที่เสี่ยงต่อการขาดกรดโฟลิค

         กลุ่ม ที่เสี่ยงต่อการขาดกรดโฟลิคมากที่สุด คือ หญิงตั้งครรภ์ คนที่รับประทาน กรดโฟลิค ไม่เพียงพอ กลุ่มทารก เด็กที่กำลังเจริญเติบโตและผู้หญิงที่รับประทานยาคุมกำเนิดเป็นเวลานาน ๆ
อาการแสดงสำคัญของการขาดกรดโฟลิค

         1. โลหิตจางที่มีขนาดเม็ดเลือดแดงใหญ่กว่าปกติ ( Megaloblastic Anemia ) ภาวะโลหิตจางชนิดนี้เกิดขึ้นเพราะมีการปล่อยเม็ดเลือดแดงที่ยังไม่โตเต็มที่ ออกมาในกระแสเลือด เนื่องจากมีเม็ดเลือดแดงที่ไม่โตเต็มที่ไม่เพียงพอ (เม็ดเลือดแดงที่โตไม่เต็มที่ จะมีขนาดใหญ่กว่าเม็ดเลือดแดงปกติที่โตเต็มที่แล้ว)

         2. ความพิการทางสมอง ( Neural tube defect ) เป็นความผิดปกติในการสร้าง หลอดประสาท มีผลต่อไขสันหลังและสมอง เกิดขึ้นในระยะแรกของการพัฒนาเป็นตัวอ่อนในครรภ์ ในช่วงนี้มีการเปลี่ยนแปลงในตัวอ่อน เพื่อพัฒนาเป็นไขสันหลัง ประสาทและสมอง ขณะเดียวกันกระดูกส่วนสันหลังจะค่อย ๆ เจริญออกมาล้อมรอบไขสันหลัง ซึ่งในช่วงที่ร่างกายกำลังพัฒนานี้ เกิดความผิดปกติขึ้น จะทำให้เกิดปัญหาได้ ภาวะรุนแรงที่สุด คือ สมองทั้งหมดขาดหายไป (Anencephaly) ที่พบบ่อยที่สุด คือ กระดูก สันหลังไม่ยื่นมาเชื่อมเป็นวงแหวน เพื่อจะโอบล้อมไขสันหลัง ทำให้ของเหลวในไขสันหลังดันช่องกระดูก สันหลังที่ปิดไม่สนิทนี้โป่งออกมา เรียกว่า Spina Bifida ซึ่งความพิการทางสมองนี้ เกิดจากการขาดกรดโฟลิคในช่วงก่อนตั้งครรภ์และช่วงแรกของการตั้งครรภ์

         3. ภาวะมีสารโฮโมซีสเตอีนสูงเกินปกติ ( Homocysteinemia ) ภาวะนี้เกิดเนื่องจาก การเพิ่มขึ้นของปริมาณสารโฮโมซีสเตอีนในกระแสเลือด เชื่อว่าโฮโมซีสเตอีนนี้ จะยับยั้ง Cross-linking ระหว่างการสร้าง elastin และ collagen เพิ่มการสร้าง prostaglandin ในเกร็ดเลือดและหลอดเลือด มีการกระตุ้น coagulation factors จนมีการทำลายหลอดเลือดในที่สุด ซึ่งการเพิ่มขึ้นของโฮโมซีสเตอีนนี้จะมี ความสัมพันธ์กับการเพิ่มอัตราเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ ไขมันอุดตันในหลอดเลือดสมอง เกิดภาวะ เลือดแข็งตัวเป็นก้อนอุดตันทางเดินของกระแสเลือดในเส้นเลือดบริเวณรอบนอกตาม แขนขาและอาจส่ง ผลให้เกิดภาวะโคเลสเตอรอลสูง โรคความดันโลหิตสูงหรือโรคเบาหวาน

กรดโฟลิก กินก่อนท้อง 1-3 เดือน

         สำหรับ ผู้หญิงที่แต่งงานแล้วและกำลังคิดจะมีลูก อย่าปล่อยให้ความคิดดีๆ นั้นผ่านไปโดยคุณไม่ได้ทำอะไรเลยนะคะ เพราะสิ่งสำคัญก่อนที่คุณจะมีลูก ก็คือการวางแผนครอบครัว ซึ่งเป็นการวางแผนเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆโดย เฉพาะการกินกรดโฟลิกเสริมก่อนตั้งครรภ์อย่างน้อย 1-3 เดือน และกินต่อไปอีก 3 เดือนหลังตั้งครรภ์แล้ว จะได้รับประโยชน์และช่วยลดความพิการของโรคได้ แม้ความเสี่ยงเหล่านี้มีเพียง 1:1,000 ของกาตั้งครรภ์ก็ตาม แต่ก็เป็นเร่องที่เราไม่ควรเสี่ยง จริงไหมคะ ส่วน การกินกรดโฟลิกขณะตั้งครรภ์ จะไม่มีผลต่อการป้องกันความพิการแต่กำเนิด เนื่องจากการปิดหัวปิดท้ายจะปิดเสร็จภายใน 28 วันหลังปฏิสนธิ (ปฏิสนธิช่วงกลางรอบเดือนที่มีไข่ตก) ซึ่งกว่าจะรู้ตัวว่าประจำเดือนไม่มา หรือรู้ว่าท้องก็เลยช่วงเวลานี้ไปแล้ว เพราะแต่ละวันกลไกของธรรมชาติร่างกายคนจะถูกกำหนดไว้เรียบร้อยแล้วว่าจะ สร้างอะไร เมื่อผ่านไปแล้วก็ไม่สามารถกลับมาสร้างซ้ำได้อีก

        สำหรับคุณ แม่ที่ไม่ได้เสริมกรดโฟลิกก่อนตั้งครรภ์ก็ไม่ต้องตกใจนะคะ เพราะกรดโฟลิกจะมีในอาหารที่เรากินทุกวันอยู่แล้วค่ะ ถ้าคุณไม่ใช่กลุ่มเสี่ยงก็ไม่ต้องกังวล และอีกอย่างหนึ่งคือ ความผิดปกติเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับเด็กทุกคน และไม่ได้เกิดขึ้นจากการขาดกรดโฟลิกอย่างเดียว ยังมีปัจจัยอื่นๆ อีกถึง 50% คือความผิดปกติของโครโมโซม ซึ่งส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับไข่ของคุณแม่มากกว่าน้ำเชื้อของคุณพ่อ เพราะจะมีการแบ่งโครโมโซมไว้ครึ่งหนึ่งแล้วตั้งแต่อยู่ในท้องเพื่อรอปฏิสนธิ ซึ่งอาจจะมีการแตก หัก หลุด และไปจับกันใหม่จนผิดที่ผิดทาง หรือหายไปบ้าง พอผสมกับน้ำอสุจิทำให้ไม่ครบคู่บ้าง เกินบ้าง ยิ่งอายุเกิน 40 ปีขึ้นไป เปอร์เซ็นที่จะเกิดก็เพิ่มมากขึ้นไปด้วยได้รับเชื้อบางชนิดระหว่างตั้งครรภ์ เช่น ไวรัสหัดเยอรมัน ก็มีส่วนทำให้สมองพิการได้เหมือนกัน เช่น ปัญญาอ่อน สมองลีบเล็กไม่เติบโต การกินยาบางชนิดขณะตั้งครรภ์ เช่น ยาขับประจำเดือนและยาอื่นๆ ซึ่งเข้าไปรบกวนการสร้างอวัยวะ เป็นต้น อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดี เช่น พื้นที่เสี่ยง โดนรังสีเอกซ์เรย์ ได้รับสารเคมีบางอย่าง เป็นต้น

กรดโฟลิก กินแค่ไหนจึงจะพอ

         แม่ กลุ่มทั่วไป คือกลุ่มที่ไม่เคยมีประวัติว่าลูกหรือญาติมีความพิการแต่กำเนิด เมื่อตั้งครรภ์กรดโฟลิกในตัวแม่จะลดลง เนื่องจากถูกดึงไปใช้ในการสร้างตัวอ่อน ดังนั้นควรได้รับอย่างน้อยวันละ 400 ไมโครกรัม (0.04 มิลลิกรัม) จึงจะช่วยลดอุบัติการณ์ความพิการแต่กำเนิดได้มากกว่า 50% แต่ถ้าไม่ได้รับกรดโฟลิกก็มีความเสี่ยงที่จะเกิดความพิการแต่กำเนิดมากกว่า 50% เช่นกัน
แม่ในกลุ่มเสี่ยง คือกลุ่มที่มีประวัติว่าลูกหรือญาติเคยมีความพิการเกิดขึ้นอย่างชัดเจน เช่น ความพิการของกะโหลก ระบบประสาทส่วนกลาง สมองพิการแต่กำเนิด โรคปากแหว่งเพดานโหว่ หรือแม่เป็นโรคโลหิตจาง เป็นต้น แม่กลุ่มนี้จะต้องได้รับกรดโฟลิกเพิ่มเป็นวันละประมาณ 40,000 ไมโครกรัม ( 4 มิลลิกรัม ) คือมากกว่าแม่กลุ่มปกติประมาณ 100 เท่าค่ะ

กรดโฟลิก หาง่าย & สูญสลายง่าย

        หาง่าย บ้านเรามีอาหารที่มีกรดโฟลิกให้เลือกมากมาย เพราะมีอยู่ในผักใบเขียวเกือบทุกชนิด เช่น คะน้า กะหล่ำปลี ปวยเล้ง ผักกาดหอม หน่อไม้ฝรั่ง บล็อกโคลี ถั่วลันเตา ธัญพืชต่างๆ ผลไม้ตระกูลส้ม ที่สำคัญหากได้รับกรดโฟลิกแบบครบคุณค่าควรกินแบบสดๆ หรือถ้าจะลวกก็ต้องทำด้วยความรวดเร็วค่ะ

สูญสลายง่าย

        การปรุงอาหารที่ ต้องใช้ความร้อนนานๆ จะทำให้กรดโฟลิกสูญสลายได้ง่ายหากมีอาการตัวร้อนและเป็นไข้หลายวัน ด้วยอุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้นทำให้ระดับกรดโฟลิกในร่างกายลดลงได้เช่นกันการ ได้รับยารักษาโรคลมชัก คนที่เป็นโรคลมชักและต้องกินยาเป็นประจำ ยาตัวนี้จะเข้าไปต่อต้านการสร้างโปรตีนและลดการดูดซึมของกรดโฟลิก ดังนั้น คุณแม่ที่มีภาวะลมชักอยู่จะต้องกินโฟลิกให้มากขึ้นประมาณ 10 เท่าจากที่กินอยู่เดิมค่ะ

       การวางแผนกินกรดโฟลิกก่อนตั้งครรภ์ 1-3 เดือน เป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่า และคุ้มเวลาแห่งการรอคอยของคนเป็นแม่แน่นอนค่ะ

ความต้องการ กรดโฟลิค ของร่างกาย 
 

       กรดโฟลิค หรือวิตามิน B9 นั้นต้องพิจาณาในการกิน และความต้องการของร่างกาย

       สำหรับผู้หญิงมีความต้องการ ประมาณ 400 ไมโครกรัม/วัน (0.4 มิลลิกรัม/วัน)

       สำหรับผู้หญิงตั้งครรภ์มีความต้องการ 600 ไมโครกรัม/วัน (0.6มิลลิกรัม/วัน)

การกินกรดโฟลิคเสริม

       การกินกรดโฟลิคเสริมสามารถทำได้ แต่ไม่ควรเกิน 1000 ไมโครกรัม/วัน (1 มิลลิกรัม) เนื่องมาจากกรดโฟลิค อาจทำให้เกิดภาวะการขาดวิตามิน B12 ได้ เพราะกรดโฟลิคจะขัดขวางการดูดซึมวิตามิน B12 ควรกินโฟลิคควบคู่กับวิตามิน B12 ด้วย

การกินกรดโฟลิคมากเกินไป

       กรดโฟลิคมีความเป็นพิษต่ำมาก เนื่องจากสามารถละลายน้ำได้ และร่างกายสามารถขับกรดโฟลิค ในร่างกายออกทางปัสสาวะได้จากการทดลองขององค์การเภสัชของสหรัฐ ได้ทดสอบให้ ชายและหญิง รับประทาน กรดโฟลิค 1000 ไมโครกรัม/วัน (1 มิลลิกรัม/วัน)  เข้าไป พบว่าร่างกายสามารถขับออกได้ ทางปัสาวะ

       ทางองค์การเภสัชสหรัฐ ได้กำหนดระดับสูงสุดที่เหมาะสม  สำหรับ ชายและหญิงไม่เกิน 1000 ไมโครกรัม/วัน (1 มิลลิกรัม/วัน) สำหรับหญิงตั้งครรภ์ แม่ที่ให้นมบุตรและเด็กอายุไม่เกิน 18 ปี ไม่ควรเกิน 800 ไมโครกรัมต่อวัน (0.8 มิลลิกรัม)

[ที่มา: นิตยสาร รักลูก ฉบับที่ 299 เดือนธันวาคม พ.ศ.2550]
[ที่มา: http://www.babyfancy.com]

Twitter Delicious Facebook Digg Stumbleupon Favorites More

 
Design by Free WordPress Themes | Bloggerized by Lasantha - Premium Blogger Themes | Facebook Themes