Thai Language English Language

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผลไม้ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผลไม้ แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

Health Life 2 You - มาทำความรู้จัก Growth Hormone

Growth Hormone..กุญแจสู่ความเป็นหนุ่มเป็นสาวตลอดกาล

        พอพูดถึงความแก่ ตัวการที่ทำให้ร่างกายเราแก่หรือชราภาพนั้น คือฮอร์โมนค่ะ โดยฮอร์โมนที่ลืมเสียมิได้เลย คือ โกรทฮอร์โมน (Growth Hormone/GH) ซึ่งถูกยกย่องว่า เป็นฮอร์โมนแห่งความเป็นหนุ่มเป็นสาวกันเลยทีเดียว

      โกรทฮอร์โมน เป็นฮอร์โมนสำคัญที่ร่างกายผลิตขึ้นได้เอง ทำหน้าที่กระตุ้นให้เกิดการสร้าง และซ่อมแซมเนื้อเยื่อส่วนต่างๆ ของร่างกาย เพื่อให้ร่างกายเจริญเติบโต พูดง่ายๆ คือ เป็นฮอร์โมนที่ควบคุมทุกระบบของร่างกายเลย

         เห็น ความสำคัญของเจ้าโกรทฮอร์โมนกันแล้วใช่ไหม แต่ข่าวร้ายก็คือ หลังจากอายุ 25 ปีแล้ว ฮอร์โมนนี้จะลดลง 15% ทุกๆ 10 ปี จนเมื่ออายุ 60 ปี…โกรทฮอร์โมนจะลดลงเหลือต่ำกว่า 10% ของวัยหนุ่มสาว

        ผลร้ายที่ตาม มาจากการลดลงของฮอร์โมนตัวนี้คือ ทำให้เรารู้สึกเหนื่อยล้าๆ อ่อนเปลี้ยเพลียแรง นอนหลับไม่สนิท ระบบเผาผลาญของร่างกายทำงานช้าลง ส่งผลให้อ้วนง่าย ความจำแย่ลง เซ็กซ์เสื่อมลง และอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นโรคเบาหวาน โรคความดัน โรคหัวใจ แถมยังทำให้ริ้วรอยแห่งความชรามาเร็วและชัดเจนขึ้น

        แบบ นี้แล้วจะทำอย่างไรที่จะหาทางเพิ่มโกรทฮอร์โมนให้กับร่างกาย คำตอบก็คือเราสามารถกระตุ้นต่อมใต้สมองให้สร้างและหลั่งโกรทฮอร์โมนตาม ธรรมชาติออกมาได้ด้วยหลายวิธี ดังต่อไปนี้

         1. ออกกำลังกายช่วยได้ค่ะ เพราะการออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30 นาที สัปดาห์ละ 5-6 ครั้งอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยกระตุ้นการสร้างโกรทฮอร์โมนได้ดี

         2. พักผ่อนให้เพียงพอและตรงเวลาทุกวัน โดยเฉพาะช่วง 4 ทุ่มถึงตี 5 เป็นช่วงเวลาของการหลั่งโกรทฮอร์โมน

        3.เลี่ยง ความเครียด เพราะความเครียดทำให้ต่อมหมวกไตหลั่งฮอร์โมนความเครียดออกมา ฮอร์โมนความเครียดออกฤทธิ์ต้านโกรทฮอร์โมน โกรธ ทำให้แก่เร็ว และใช้การฝึกสมาธิเพราะการฝึกสมาธิช่วยฟื้นฟู และปรับสภาพต่อมใต้สมองให้ทำงานดีขึ้นมาก

     ทั้งหมดนี้เป็นวิธีช่วยกระตุ้นให้ร่างกายผลิตโกรทฮอร์โมนออกมาเองจากกระบวนการ ของร่างกาย แต่ปัจจุบันทางการแพทย์มีวิธีการเพิ่ม Growth Hormone ในผู้สูงอายุให้กลับดูเป็นหนุ่มสาวขึ้น กระชุ่มกระชวย มีชีวิตชีวา และผิวพรรณเต่งตึงขึ้นได้ด้วยวิธีการฉีดโกรทฮอร์โมนเข้ากล้ามเนื้อใต้ชั้น ผิวหนัง แต่มีข้อเสียคือหากร่างกายได้รับโกรทฮอร์โมนมากเกินไป จะทำให้ระบบการทำงานของฮอร์โมนอื่นๆ ในร่างกายรวนได้ ที่สำคัญคือโกรทฮอร์โมนที่ทางการแพทย์ใช้ฉีดนั้น

        จัดเป็นยาชนิดหนึ่ง ต้องมีการดูแลและควบคุมการใช้โดยแพทย์เท่านั้น ส่วนโกรทฮอร์โมนในรูป แบบอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นชนิดรับประทาน หรือสเปรย์อมใต้ลิ้น หรือรูปแบบอื่นๆ ส่วนใหญ่แล้วจะขึ้นทะเบียนในรูปของอาหารเสริมค่ะ จะได้ผลมากน้อยแค่ไหน ย่อมแตกต่างกับโกรทฮอร์โมนที่แพทย์ใช้แน่นอน

         อย่า ลืมว่าเดินทางสายกลางย่อมเป็นทางที่ดีที่สุด หากปรารถนาจะคงความเป็นหนุ่มเป็นสาวไว้ให้นานที่สุด ก็ลองใช้วิธีเพิ่มโกรทฮอร์โมนด้วยวิธีการธรรมชาติดีที่สุดค่ะ ปลอดภัย ไร้กังวลและไม่เสียสตางค์ เหมาะกับยุคสมัยที่สุด

ข้อมูล/ภาพ : apexprofoundbeauty.com

วันศุกร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

Health Life 2 You - งดอาหารเย็น เคล็ดลับสุขภาพดี "คนสูงวัย"

งดอาหารเย็น เคล็ดลับสุขภาพดี "คนสูงวัย" 

         ปัจจุบันมีจำนวนประชากรผู้สูงอายุร้อยละ 10 ของประชากรทั้งหมด และมีการคาดคะเนว่าในอีก 13 ปีข้างหน้า จะมีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 17 จากสถิติดังกล่าว ยืนยันว่าอีกไม่กี่ปีข้างหน้าสังคมไทยจะกลายเป็นผู้สูงอายุ เพื่อเตรียมพร้อมให้ผู้สูงอายุเป็น "ผู้สูงวัยที่มีคุณภาพ" สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ โดยคณะกรรมการพัฒนาผู้สูงอายุจึงจัดเสวนาเรื่อง "เวทีแลกเปลี่ยนความคิด ใช้ชีวิตเมื่อสูงวัย" ที่สภาสังคมสงเคราะห์ฯ

         ศ.นพ.เสก อักษรานุเคราะห์ ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู สภากาชาดไทย ได้เผยเคล็ดลับสุขภาพดีที่ปฏิบัติมานับสิบปีจนตอนนี้อายุ 74 ปีว่า ยึดทางสายกลาง ไม่จำเป็นต้องมีสุขภาพดีเลิศ แค่ดูแลร่างกายให้ไม่เจ็บป่วยก็พอ ด้วยการไม่รับประทานอาหารเย็น และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ โดยออกกำลังกายเบาๆ อย่างต่อเนื่องไม่หยุด 30 นาที เพียงแค่นี้จะช่วยลดประมาณน้ำตาลในเลือดและไขมันทุกชนิดได้


          " ร่างกายคนเรารับประทานอาหารแค่ 2 มื้อ เหมือนอย่างที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้ คือเช้ากับเที่ยงก็พอ เพราะกินมากกว่านั้นมันเกินความต้องการของร่ายกาย ซึ่งตลอด 40 ปีที่ผมไม่กินข้าวเย็นจนถึงตอนนี้สุขภาพยังคงแข็งแรงดี ทำอะไรได้ทุกอย่าง ทั้งทำงาน ออกกำลังกาย ผมเดินวันละ 3-5 กิโลเมตร เล่นเทนนิสได้ การไม่กินอาหารเย็นเป็นการฝึกฝนให้เราชนะใจตัวเอง รู้จักพอเพียงกับชีวิต และตัดกิเลสได้"

     
ศ.นพ.เสก แนะ นำวิธีฝึกตนให้งดอาหารเย็นง่ายๆ จากประสบการณ์ของตนเองว่า ค่อยๆ ลดปริมาณอาหาร ส่วนตอนค่ำถ้าหิวก็ดื่มน้ำ ฝึกอย่างนี้ประมาณ 2 ปีจนกระเพาะชิน หลังจากนั้นก็ทำได้โดยไม่ต้องฝืน

        แต่ ถ้าทำไม่ได้ อีกวิธีคือรับประทานเม็ดแมงลักเป็นอาหารเย็น โดยนำเม็ดแมงลักมาทำความสะอาด แล้วนำไปอบในเตาอบความร้อน 120 องศา เวลา 20 นาที จากนั้นตักเม็ดแมงลัก 2-3 ช้อนโต๊ะใส่ลงให้น้ำแกงจืด แล้วรับประทาน วิธีนี้ใช้ได้ผลกับผู้ที่อยากลดน้ำหนักด้วย ในระยะเวลา 1 เดือนน้ำหนักจะลดลงประมาณ 3-4 กิโลกรัม แต่ถ้าใครไม่ชอบเม็ดแมงลัก สามารถรับประทานแก้วมังกรแทนได้ ส่วนผู้สูงอายุที่งดอาหารเย็นไม่ได้ เพราะมีโรคประจำตัวต้องกินยาหลังอาหาร ให้รับประทานอาหารมังสวิรัติแทน

      ส่วน ผศ.ดร.วิรชฎา บัวศรี คณะกรรมการพัฒนาผู้สูงอายุ ได้แนะนำการเตรียมความพร้อมก่อนสูงวัยว่า ต้องเตรียมพร้อมด้านสุขภาพ ควรดูแลด้วยการตรวจเช็คสภาพร่างกายอยู่เสมอ ด้านการเงินควรเตรียมพร้อมออมเงินตั้งแต่เนิ่นๆ ประมาณ 30 ปีขึ้นไป ด้านที่อยู่อาศัย เมื่อเข้าสู่วัย 50 ปี ควรวางแผนว่าบ้านหลังสุดท้ายจะอยู่ที่ไหน อยู่อย่างไร เช่น บ้านต้องอยู่ติดกับโรงพยาบาล หรืออยู่ติดกับแหล่งชุมชน สุดท้ายเรื่องภาระครอบครัว ต้องวางแผนเรื่องการดูแลคนในครอบครัวหรือวางแผนให้มีคนมาดูแล


     เพียงแค่ดูแลร่างกายให้มีสุขภาพแข็งแรงและสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ก็เป็นผู้สูงอายุที่มีคุณภาพแล้ว...


Counter : Pageviews.


- เขาบอกว่าอาหารมื้อเย็นเป็นมื้ออันตราย เป็นมื้อตายผ่อนส่ง

อ่านชื่อเรื่องแล้วมันชั่งขัดใจใครหลายคนจริงๆ คนไทยคนจีนมักจะถือเอาอาหารมื้อเย็นเป็นมื้อสำคัญ เป็น มื้อที่ต้องกินแต่ของดีๆ กินกันแบบอิ่มๆ แต่ถ้าเรามาลงอ่านเรื่องต่อไปนี้ น่าจะมีเหตุผลพอที่เราควรจะมาเริ่มงดอาหารมื้อเย็นกันดีกว่า ร่างกายเราจะได้แก่ช้า เสื่อมช้า อายุยืน

- จริงหรืออาหารมื้อเย็นเป็นมื้ออันตราย เป็นมื้อตายผ่อนส่ง

1. ทำอย่างไรจึงจะไม่แก่ และอายุยืน

คำตอบคือ กินสายกลาง

       กินสายกลาง คือ กินมื้อเช้าและมื้อเที่ยง งดมื้อเย็น
เปรียบตัวเราเป็นรถยนต์ ตื่นเช้ามาต้องเติมน้ำมันก่อน หรือกินมื้อเช้า รถจึงจะวิ่งได้ ถึงเที่ยงน้ำมันยังไม่หมด เติมอีกครั้ง ถึงเย็นก่อนนอนก็ยังไม่หมดพิสูจน์ได้ดังนี้

       สมมุติกินไข่ลวก 1 ฟองโตๆ มีไข่แดงหนัก 50 กรัม ในไข่แดงมีคลอเลสเตอรอล 1 กรัม ให้พลังงาน 9 แคลอรี่ ฉะนั้น 50 กรัม ให้พลังงาน 450 แคลอรี่ จะต้องออกกำลังกายเพื่อใช้พลังงานนี้ โดยขี่จักรยานตั้งแรงต้านไว้ 1.3 ก.ก. ความเร็วที่ปั่นบันไดจักรยาน 60 รอบต่อนาที ขี่อยู่นาน60 นาที จะเหนื่อยหอบ เหงื่อไหลท่วมตัว แต่ใช้พลังงานไปเพียง 300 แคลอรี่ ไข่ใบเดียวใช้ไม่หมด

       ฉะนั้นถ้ากินมื้อเช้า มื้อเที่ยง จนถึงเย็น พลังงานยังเหลือแน่นอน ไม่จำเป็นต้องไปเติมอีก เพราะเวลานอนร่างกายจะนำพลังงานที่เหลือใช้ไปเก็บในที่ต่างๆ โดย ตับ เป็นผู้ทำงานนี้ ถ้าพลังงานเหลือมาก การเอาไปเก็บในที่ต่างๆ ก็มากทำให้อ้วน และแน่นอนถ้าเก็บไม่หมดโดยเฉพาะพวกไขมันตัวโตๆ จะต้องค้างอยู่ในหลอดเลือด ถ้าค้างสะสมมากเท่าใด รูหลอดเลือดก็จะเล็กลงทุกวัน เลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ได้น้อยลง อวัยวะทั้งหลายก็จะเสื่อมสภาพเร็วขึ้นหรือแก่เร็วขึ้น ถ้าวันไหนอุดตัน เช่น ถ้าตันที่สมอง จะกลายเป็นคนพิการอัมพาตครึ่งซีก ถ้าอุดตันที่ไต ต้องล้างไต เปลี่ยนไต ถ้าตันที่ขา อาจต้องตัดขาทิ้ง ถ้าตันที่กล้ามเนื้อหัวใจ ก็จะไม่มีโอกาสได้สั่งลาใคร

       การกินมื้อเย็นจึงเป็นมื้อที่เร่งกระบวนการเสื่อมถึงเสียชีวิตให้เร็วขึ้นไป อีก มื้อเย็นจึงเป็นมื้ออันตราย เป็นมื้อตายผ่อนส่ง ยิ่งกินมื้อเย็นมาก ยิ่งผ่อนส่งมาก ตายเร็ว ถ้าไม่กินมื้อเย็น ก็จะแก่ช้า เสื่อมช้า อายุยืน

       การไม่กินอาหารมื้อเย็น เป็นเรื่องที่ต้องเอาชนะใจตัวเองอย่างมาก ถ้าใครทำได้จะตัดทั้งกิเลส สุขภาพดี อายุยืน และมีสมาธิดี ความมุ่งมั่นสูง ได้ประโยชน์ทั้งกายและใจ แต่ท่านต้องฝึกกระเพาะให้เกิดความเคยชิน

- วิธีฝึกมี 4 วิธี

1. ค่อยๆ ลดปริมาณอาหารมื้อเย็นทีละน้อยๆ เช่นลดกินข้าวจาก 2 จาน เหลือ1 1/2 จาน สัก 3-4 เดือน  โดยมีข้อแม้ว่าหลังอาหารเย็น แล้ว ห้ามกินอาหารใดๆ ทั้งนั้นยกเว้นน้ำเปล่า พอกระเพาะชินแล้วลดเหลือ 1 จาน ต่อไปครึ่งจาน ต่อไปไม่กินข้าวเลยกินแต่กับ ต่อไปกินผักผลไม้ สุดท้ายงดอาหารเย็น

2. ร่นเวลากินอาหารเย็น เช่นจาก 2 ทุ่มมากิน 1 ทุ่ม ต่อไปเลื่อนเป็น 6 โมงเย็น 5 โมงเย็น 4 โมงเย็น สุดท้ายงดอาหารเย็น

3. กินเม็ดแมงลักแทนมื้อเย็น ใช้เม็ดแมงลัก 2 ช้อนโต๊ะใส่ในถ้วยน้ำแกงหรือน้ำเปล่าคนแล้วดื่มทันที ดื่มน้ำตามอีก 4-5 แก้ว

4. กินมังสะวิรัตมื้อเย็น การกินผักผลไม้ถือว่าเป็นอาหารไม่มีพิษ ร่างกายจะได้พักไม่ต้องทำลายพิษของอาหารเนื้อสัตว์ พิษที่สะสมไว้ก่อนก็จะถูกตับ ไต กำจัดหมดไปเองได้ ร่างกายมีเวลาถึง 18 ช.ม. กำจัดพิษที่ติดมากับมื้อเช้า มื้อเที่ยงได้ทัน
ฉะนั้นการไม่กินอาหารเย็น จึงเป็นเวลาที่ตับ ไต จะสามารถกำจัดสารพิษจากอาหารมื้อเช้าและเที่ยงได้หมด ร่างกายจึงบริสุทธิ์ทุกวัน
 

Health Life 2 You - ขอแนะนำ 18 เคล็ดลับสุขภาพดี

สุขภาพดีอาจจะหาซื้อไม่ได้แต่เป็นเจ้าของได้แน่นอน ถ้าสาวๆ ทำตามเคล็ดลับเหล่านี้

   1. แอปเปิ้ล แตงโม กล้วย กีวีต้องระวังผล ไม้ทั้ง 3 ชนิดนี้มีประโยชน์มาก แต่ถ้าคุณกำลังทานยาปฏิชีวนะอยู่ ผลไม้พวกนี้จะกลายเป็นโทษทันทีเพราะมันบูดในลำไส้ได้ง่าย อาจจะทำให้เกิดอาการอักเสบในระบบทางเดินอาหารได้

   2. ผลไม้กับมื้ออาหารก่อน ทานอาหารควรจะเรยีกน้ำย่อยด้วยสับปะรดและมะละกอสัก 2-3 ชิ้น ผลไม้สองชนิดนี้มีเอนไซม์ที่จะช่วยให้กระเพาะย่อยอาหารมื้อหลักที่กำลังจะ ตามลงมาได้ง่ายขึ้น และหลังจากจบมื้ออร่อยแล้วควรตบท้ายด้วยแอปเปิ้ลสัก 1 ชิ้นเพื่อช่วยเพิ่มปริมาณน้ำลายซึ่งจะทำให้จำนวนแบคทีเรียในช่องปากลดลง และช่วยให้เหงือกแข็งแรงด้วย

   3. อย่าปล่อยให้หิว
ควร จะทานอาหารให้ตรงเวลาทุกวันแม้จะยังไม่รู้สึกหิวก็ตาม เพราะเวลาที่เราหิวร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนควมเครียดออกมา ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้เป็นประจำก็จะทำให้คุณกลายเป็นสาวเครียด และนำไปสู่อาการความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หรือเบาหวาน

   4. เนื้อสัตว์กับผลไม้ไม่เข้ากัน
ถ้า ทานน้อยๆ ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้ามื้อไหนคุณทานเนื้อเป็นจำนวนมากแล้วควรจะงดผลไม้ไป เพราะกว่าเนื้อจะย่อยหมดต้องใช้เวลานาน ส่าวนผลไม้ซึ่งย่อยเร็วจะถูกกักอยู่ในกระเพาะ จึงทำให้เกิดกรดในกระเพาะอาหารได้

   5. นาฬิกาชีวภาพหลัก การสุขภาพดีบอกไว้ว่าเราควรจะเข้านอนในเวลาเดียวกันทุกๆ วัน แต่ส่วนใหญ่พอถึงคืนวันศุกร์กับวันเสาร์เรามักจะนอนดึกเพราะถือว่าเป็นวัน หยุด การทำอย่างนี้จะทำให้ความเคยชินหรือที่เรียกว่าชีวภาพของร่างกายรวรเร จึงไม่ต้องแปลกใจเลยที่วันจันทร์เราจะง่วงนอนกว่าปกติ

   6. ความเครียดทำลายผิว
ถ้า อยากผิวสวย แก่ช้า ดูอ่อนกว่าวัย สิ่งแรกที่ต้องปรับคือความคิดของตัวเราเอง พยายามคิดในทางบวก มองโลกในแง่ดี หลีกเลี่ยงความคิดที่ทำให้ตึงเครียด เพื่อไม่ให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนความเครียดออกทำลายตัวเราเอง

   7. หลีกเลี่ยงภาชนะพลาสติก
เพราะ ความร้อนรวมทั้งรสชาติเผ็ดเปรี้ยว เค็มจากอาหารสามารถเข้าไปกัดเซาะสารสังเคราะห์ในพลาสติกให้ละลายออกปะปนกับ อาหารได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะการใช้ภาชนะพลาสติกใส่อาหารเข้าอุ่นในเตาไมโครเวฟยิ่งเป็นสิ่งที่ ต้องหลีกเลี่ยง เพราะเป็นการเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านมเป็นอย่างมาก

   8. อย่าประมาทอาการไอเรื้อรังหลัง จากหายหวัดแล้วอาการไออาจจะยังไม่หายไป แต่สาวหลายคนมักจะไม่สนใจเพราะคิดว่าอาการไอเป็นเรื่องชิลๆ แต่ที่จริงอาการไอเรื้อรังร้ายแรงกว่าที่คุณคิด เพราะมันอาจเกิดจากการติดเชื้อไวรัส ยาปฏิชีวนะ ที่หมอให้มารักษาอาการหวัดไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้ วิธีหยุดอาการไอที่ได้ผลที่สุดคือการดื่มน้ำบ่อยๆ เพื่อลดเสมหะในทางเดินหายใจ และนอนหลับให้เพียงพอเพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานได้เต็มที่

   9. เท้าและข้อเท้าบวม
ถ้า มีอาการแบบนี้อย่าปล่อยไว้ เพราะฝ่าเท้าเป็นศูนย์รวมของเส้นประสาททั่วร่างกาย ถ้าบริเวณเท้ามีปัญหาก็จะส่งผลถึงร่างกายทุกส่วน วิธีแก้ไขคือให้นั่งยองๆ ทุกวันๆ ละ 15 นาทีจากนั้นก็ขยับข้อเท้าไปข้างหน้าและข้างหลังเพื่อช่วยให้เลือดไหลเวียน ได้ดีขึ้น หลังจากนั้นใช้แปรงขนนุ่มๆ แปรงผิวหนังเบาๆ โดยเริ่มจากฝ่าเท้าแล้วค่อยๆ ปัดไล่ขึ้นมาที่ข้อเท้า น่อง ต้นขา ท้อง แขนไปจนสุดที่มือทั้งสองข้าง (ยกเว้นผู้ที่เป็นเบาหวานเพราะเสี่ยงจะเกิดบาดแผล) ตบท้ายด้วยการอาบน้ำอุ่นแล้วตามด้วยน้ำเย็น จะช่วยให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น

   10. งดเครื่องดื่มคาเฟอีน
เครื่อง ดื่มพวกนี้ไม่ว่าจะเป็นชาหรือกาแฟ ปกติก็ไม่ควรดื่มอยู่แล้ว แต่ถ้าบังเอิญคุณเป็นโรคปวดหลัง เครื่องดื่มพวกนี้จะเป็นศัตรูของคุณไปทันที เพราะคาเฟอีนจะไปลดการหลั่งสารเอนโดรฟินซึ่งมีคุณสมบัติช่วยลดอาการปวด ตามอวัยวะต่างๆ อาการปวดของคุณก็จะไม่หายหรืออาจจะเป็นมากขึ้นด้วย

   11. ดื่มน้ำเร็ว...อันตราย
ใครๆ ก็บอกว่าควรจะดื่มน้ำให้ได้วันละ 8 แก้ว แต่ต้องค่อยๆ ดื่มไปตลอดวัน ไม่ใช่ทั้งวันไม่ดื่มเลย แล้วมารวบยอดเอาในครั้งเดียว เพราะการดื่มน้ำปริมาณมากๆ ในครั้งเดียวอาจทำให้เกิดอาการน้ำเป็นพิษเนื่องจากเลือดเจือจาง และอาจทำให้เป็นตะคริว กล้ามเนื้อเกร็งตามมา ยิ่งถ้าอาการเกร็งไปเกิดที่สมอง หัวใจ หรือปอด ก็อาจจะทำให้ระบบหายใจล้มเหลวและเสียชีวิตได้

   12. แดดอ่อนตอนเช้า
แสง แดดยามเช้าจัดว่าเป็นยาตามธรรมชาติที่ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของโดยไม่ต้องเสีย เงินซื้อ นอกจากทำให้กระดูกแข็งแรงแล้วยังทำให้อารมณ์ดี เพราะแดดอ่อนๆ มีวิตามินที่ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารแห่งความสุข ออกมาต่อต้านอาการซึมเศร้าในตัวเรา คนที่เดินเล่นรับแดดอ่อนจึงมีหน้าตาเบิกบานกว่าคนที่มัวแต่หลบแดดอยู่ในบ้าน มาก

   13. เบาหวานอย่าทานไข่
ถ้า สมาชิกในครอบครัวคุณคนไหนเป็นเบาหวาน ควรให้เขางดไข่ไปเลย เพราะมีรายงานทางการแพทย์ว่าถ้าคนที่เป็นเบาหวานทานไข่อาทิตย์ละ 1 ฟอง จะมีโอกาสเป็นโรคหัวใจมากขึ้น

   14. อยากผอมต้องน้ำเย็นการ ดื่มน้ำเย็น 50 ออนซ์ จะช่วยเผาผลาญพลังงานเพิ่มขึ้นวันละ 50 แคลอรี ช่วยให้น้ำหนักลดลงปีละ 2.5 กิโลกรัม เพราะเมื่อเราดื่มน้ำเย็นร่างกายต้องใช้พลังงานในการทำให้น้ำนั้นเปลี่ยน อุณหภูมิเป็นอุณหภูมิปกติก่อน แล้วจึงนำไปใช้ได้ จึงเป็นการใช้พลังงานมากกว่าเดิม

   15. สุขภาพดีทันทีที่ตื่น
ถ้า อยากดูแลสุขภาพพร้อมกับการเริ่มต้นวันใหม่ ทันทีที่ตื่นนอนสาวๆ ควรผสมน้ำส้มสายชู (ที่หมักจากผลแอปเปิ้ล) กับน้ำผึ้งในสัดส่วนเท่ากัน ใส่น้ำอุ่นนิดหน่อย คนให้เข้ากันแล้วนำมาดื่ม จะช่วยให้การดูดซึมของระบบลำไส้และการเผาผลาญของร่างกายทำงานได้ดีตลอดวัน

   16. ผู้ชายอย่าพลาดมะเขือเทศ
สำหรับ หนุ่มซ่าที่กำลังเริ่มมีอาการเตะปี๊ปไม่ดังหรือกลัวว่าจะเป็นหมัน มะเขือเทศคือผลไม้ที่คุณจะพลาดไม่ได้ เพราะมะเขือเทศสุกมีสารโคปีนสูงมาก ช่วยให้ต่อมลูกหมากทำงานได้ดี ประสิทธิ์ภาพและสมรรถภาพต่างๆ จึงทำงานได้เป็นปกติ ถ้าผู้ชายทานมะเขือเทศอย่างน้อยอาทิตย์ละ 10 ผลหรือมากกว่านั้น ความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก ก็จะน้อยลง 45 เปอร์เซ็นต์ ที่สำคัญควรจะทานแบบสุกๆ เช่น ทานเป็นน้ำพริกอ่อง สปาเก็ตตี้ เพราะเวลามะเขือเทศถูกความร้อนมันจะปล่อยสารไลโคปีนออกมามากขึ้น

   17. ป้องกันกรดในกระเพาะอาหาร
สำหรับ ที่ท้องอืดบ่อย ควรลดปริมาณการดื่มน้ำผลไม้เข้มข้นอย่างเช่น มะนาว ส้ม ส้มโอ เกรฟฟรุต หรือน้ำมะเขือเทศสดนั่น เพราะน้ำพวกนี้มีกรดมากทำให้ท้องอืด หรือถ้าเสพติดไปแล้วอดไม่ได้จริงๆ ก็อาจจะทำให้เจือจางลงด้วยการผสมน้ำมากๆ

   18. หลบอัลไซเมอร์ด้วยเกม
ถ้า ไม่อยากเป็นอัลไซเมอร์หรือเป็นโรคขี้หลงขี้ลืม สาวๆ ควรจะฝึกสมองด้วยการเล่นเกมที่ต้องใช้สมาธิ เช่น ปริศนาอักษรไขว้ เกมในคอมพิวเตอร์ หรืออาจจะทำกิจกรรมที่ต้องใช้สมาธิอย่างเรียนดนตรี เล่นหมากรุก เป็นต้น เพราะเกมเหล่านี้จะช่วยให้ระบบประสาททำงานเชื่อมต่อกันอย่างมีประสิทธิภาพ


ที่มา : Spicy

Health Life 2 You - สารอาหาร 20. โคเอนไซม์คิวเทน สารต้านมะเร็ง

20. โคเอนไซม์คิวเทน  ( Coenzyme Q10 )

         หรือเรียกสั้นๆ ว่า CoQ10 เป็นสารประกอบคล้ายวิตามิน ช่วยดูแลการทำงานของอวัยวะสำคัญๆ อย่างเช่น ช่วยด้านการสูบฉีดเลือดและต้านการเสื่อมของหลอดเลือด หัวใจ ตับ กล้ามเนื้อ และช่วยให้สมองทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

        หน้าที่หนึ่งของโคเอนไซม์คิวเท็นเองได้ และอีกส่วนได้จากอาหาร เช่น น้ำมันปลาทะเลลึก เช่น ปลาซาร์ดีน ปลาแซลมอน อาหารทะเล รำข้าว น้ำมันถั่วเหลือง ฯลฯ



- โคเอ็นไซม์  คิวเทน ( Coenzyme Q10 )  คืออะไร

        คือ  โคเอ็นไซม์  คิวเทน หรือ วิตามินQ เป็นสารคล้ายวิตามินที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างพลังงาน ของเซลล์ร่างกายที่มีความจำเป็นต่อเซลล์ต่างๆในร่างกาย

- โคเอ็นไซม์  คิวเทน ( Coenzyme Q 10 )  มาจากไหน

       Coenzyme Q10 ตาม ธรรมชาติ เกิดขึ้นเองภายในเซลล์ของอวัยวะที่ต้องการพลังงานสูงเช่น หัวใจ ตับ ไต และยังพบที่เซลล์อื่นๆอีก เช่น ที่ผิวหนังโดยที่ชั้นหนังกำพร้าละหนังแท้แต่จะมีจำนวนลดลงเมื่อมีอายุมาก ขึ้น นอกจากนี้ยังได้รับจากการรับประทานอาหารจำพวกปลาที่มีไขมันมาก เช่น ปลาทู ปลาซาบะ ปลาซาร์ดีน เนื้อสัตว์ประเภทไก่ ถั่ว เมล็ดธัญพืชที่ไม่ขัดขาวผลไม้เปลือกแข็งผักเช่น บร๊อคโคลี่ ปวยเล้ง

- โคเอ็นไซม์  คิวเทน ( Coenzyme Q10 ) ดีอย่างไรต่อร่างกาย

       คุณสมบัติเด่นของ Coenzyme Q10   เป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระนั่นคือสามารถชะลอความแก่ได้ โดยที่ Coenzyme Q10    สามารถ สร้างพลังงานให้กับผิวเพื่อในการแบ่งเซลล์ ทำให้ริ้วรอยต่างๆสามารถลดลงและเลือนหายไป นอกเหนือจากคุณสมบัติในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและชะลอความแก่ได้ Coenzyme Q10     ยัง มีคุณสมบัติต่างๆเช่นในการทำงานของหัวใจดีขึ้น ช่วยเสริมเกราะภูมิคุ้มกันให้สูงขึ้นป้องกันและรักษาโรคเหงือกความดันเลือด สูง คลอเรสเตอรอลสูง
การทำงานของโคเอ็นไซม์ คิวเทน

       การทำงานของโคเอ็นไซม์คิวเทน ทำตัวเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ(Free Radicals) คล้าย กับวิตามินซี วิตามินอีช่วยป้องกันไม่ให้อนุมูลอิสระเข้าโจมตีโมเลกุลไขมันในเซลล์ ช่วยรักษาผนังของเซลล์ให้คงสภาพสมบูรณ์ โคเอ็นไซม์  คิวเทน ออกฤทธิ์ในอวัยวะของเซลล์ ส่วนที่เรียกว่า
โบโตคอนเครีย ซึ่งเป็นเหมือนโรงงานสำคัญ ที่ผลิตพลังงานสำหรับเซลล์ทำหน้าที่สันดาปโดยใช้ออกซิเจนด้วยกระบวนการที่ เรียกว่าไอโออีเนอเจติตส์

- ผลการศึกษาโคเอ็นไซม์  คิว 10

       ผลการศึกษาของอเมริกา โดยมหาวิทยาลัยบอสตัน พบว่า Q10   ช่วย ยับยั้งการจับตัวเป็นก้อนแข็งของคลอเลสเตอรอลในหลอดเลือดแดงหัวใจ จึงป้องกันเส้นเลือดอุดตันของหัวใจด้วยและยังพบด้วยว่าการออกฤทธิ์แบบนี้ แรงกว่าวิตามินอีและเบต้าแคโรทีนเสียอีก

       นอกจากนี้ยังพบว่า โคเอ็นไซม์ Q10 ยังมีฤทธิ์ช่วยป้องกันการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจทำงานล้มเหลวเรียกว่า Cardiomyopathy   ซึ่ง หมายถึงการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแอ จนทำงานล้มเหลวเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ โรคนี้เรียกว่าโรคหัวใจโตซึ่งเกิดจากการขยายใหญ่ขึ้นของหัวใจ แต่ประสิทธิภาพของการทำงานกลับลดลง สูบฉีดโลหิตได้น้อยลงกว่าเดิม ทำให้เลือดไปเลี้ยงหัวใจได้ไม่เต็มที่ เกิดอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่ายและไม่มีแรง

       จากการศึกษาในคนไข้ชาวอิตาเลียนกว่า 2,500 ราย พบว่ากว่าร้อยละ 80 มีอาการของโรคหัวใจดีขึ้นเมื่อกินโคเอ็นไซม์ คิวเทน วันละ100 มิลลิกรัม

       ส่วน ประเทศญี่ปุ่น มีการทำวิจัยไว้ถึง 25 ชิ้น พบว่าผู้ป่วยร้อยละ 70 มีอาการดีขึ้นจากโรคหัวใจปัจจุบันโคเอ็นไซม์ คิวเทน  เป็นยาตามใบสั่งที่มีขายทั่วไปประเทศญี่ปุ่นหลายแห่งสังเคราะห์และผลิตโคเอ็นไซม์คิวเทนจำหน่ายทั่วโลก 

- ความมหัศจรรย์ของ โคคิว 10     
    
        โคคิว 10 หรืออีกชื่อหนึ่งก็คือ ยูบิควิโนน (Ubiauinone) เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับสุขภาพและการอยู่รอด มีอยู่ในเซลล์ของมนุษย์ทุกเซล โคคิว 10 นั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการถ่ายเทอีเลคตรอนสำหรับไมโตคอนเดรีย ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานของเซลล์  มี รูปร่างคล้ายซิการ์ ร่างกายเรามีไมโตคอนเดรียหลายพันล้านอันที่ทำหน้าที่สร้างพลังงานให้กับร่าง กายเรา โคเอนไซม์ คิว 10 เป็นสารประกอบแอนติออกซิแดนท์ที่เหมือนกับวิตามินเค สร้างขึ้นที่ตับและเซลล์อื่นๆ แม้ว่าร่างกายสามารถสร้างขึ้นมาเองได้ แต่ก็ยังมีผู้คนจำนวนมากที่ยังขาดสารเหล่านี้ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจและหัวใจล้มเหลว โคเอนไซม์ คิว 10 มี มากรในเครื่องในสัตว์, เนื้อสัตว์, ปลา, ถั่วต่างๆ, ผักพวยเล้ง และบร๊อคโคลี่ ในรูปอาหารเสริมสามารถหาซื้อได้ในร้านอาหารสุขภาพ

- โรคที่เกิดจากการมีคิว 10 ไม่เพียงพอ

        โลก ที่มีความเครียดสูงอย่างนี้ ผู้คนส่วนมากไม่ได้รับโคคิว 10 อย่างเพียงพอถึงแม้เราจะอยู่ได้ทั้งๆ ที่ไม่มีคุณภาพพร้อมไปกับอาการกล้ามเนื้ออ่อนแอ, ความบกพร่องทางระบบประสาท, ความคิดความอ่านช้า, โรคหัวใจล้มเหลวจากเลือดคั่ง, ความอ้วน, ความดันโลหิตสูง, อ่อนเพลีย, ปวด เค้นในอก หรือระบบภูมิคุ้มกันบกพร่องเหล่านี้ล้วนมาจากการมีระดับโคคิว 10 ต่ำ การขาดโคคิว 10 เนื่องจากความผิดปกติทางพันธุกรรมเกิดขึ้นน้อยมาก ส่วนมากมาจากสาเหตุมาจากโภชนาการที่ไม่ดี หรือโรคบางชนิดที่ต้องการโคคิว 10 มากกว่าที่ร่างกายจะสร้างขึ้น กลุ่มที่ขาดโคคิว 10 อีกพวกหนึ่งคือ ผู้สูงอายุที่ร่างกายผลิตสารแอนติออกซิแดนท์ ได้น้อยลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

- โคคิว 10 กับหัวใจ

        เนื่องจากหัวใจต้องเต้นโดยเฉลี่ยวันละ 100,000 ครั้ง มันจึงต้องการพลังงานอย่างต่อเนื่องซึ่งจะต้องใช้โคคิว 10 ปริมาณมาก โรคหัวใจล้มเหลวจากเลือดคั่งอาจเป็นสิ่งที่เลวร้ายที่สุด เพราะหัวใจไม่สามารถสูบฉีดโลหิตได้อย่างเพียงพอ ผู้ป่วยจึงค่อยๆ ถูกขโมยลมหายใจและพลังงานไป การศึกษาหลายครั้งได้ถูกรวบรวมไว้โดยระบุถึงความสามารถของโคคิว 10 ในการลดอาการหัวใจล้มเหลว โดยมีการศึกษาครั้งหนึ่งที่ตีพิมพ์ในวารสาร American Journal of Therapeutics พบ ว่าการใช้โคคิว 10 เป็นอาหารเสริมทำให้หัวใจสูบฉีดโลหิตได้มากกว่า 15.7 เปอร์เซ็นต์ และทำให้การออกกำลังกายได้นานขึ้น 25.4 เปอร์เซ็นต์

- ป้องกันหลอดเลือดแดงแข็งกระด้าง (Artheriosclerosis)

        โรคที่ร้ายแรงอีกชนิดหนึ่งคือ โรคหลอดเลือดเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ (Coronary artery disease หรือ CAD) ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดหัวใจล้มเหลว สิ่งสำคัญในการเกิด CAD นี้ก็คือการสะสมตัวของไขมันที่ผนังหลอดเลือดแดงโดยตรง ซึ่งทำให้เกิดหลอดเลือดแดงแข็งกระด้าง (Artheriosclerosis) โค คิว 10 ทำหน้าที่สำคัญในการป้องกันโรคหลอดเลือดแดงแข็งกระด้าง โดยไปจำกัดปริมาณไขมันที่สะสมอยู่ที่ผนังหลอดเลือดสามารถลดแผลช้ำที่เกิดจาก ผนังหลอดเลือดแข็งด้าง ทำให้หลอดเลือดมีความคงตัวดีขึ้น

- เจ็บเค้นในอก (Angina) ความดันโลหิตสูง

       ผู้ ที่รับประทานโคคิว 10 มีอาการเจ็บเค้นในอกลดลง 50 เปอร์เซ็นต์ และสามารถออกกำลังกายได้ยาวนานขึ้น ยังช่วยผู้ที่มีความดันโลหิตสูง การใช้โคคิว 10 รักษาเป็นเวลา 10 สัปดาห์ ทำให้ความดันเลือดตัวบน (Systolic) ลดลง 20 จุด  และความดันตัวล่าง (Diastolic) ลดลง 10 จุด

- โคคิว 10 กับกล้ามเนื้อ

       เนื่องจากส่วนใหญ่ของหัวใจประกอบด้วยกล้ามเนื้อ โคคิว 10 นั้นมีส่วนช่วยผู้ป่วยที่เกิดกล้ามเนื้อเสื่อมสลาย (Dystrophy) ในการทดลองแบบ Double-Blind สองครั้งโดยมีการควบคุมติดตามผลอาการกล้ามเนื้อเสื่อมสลาย นักวิจัยพบว่า การให้โคคิว วันละ 100 มก. ช่วยทำให้ การทำงานของสรีระดีขึ้น การทำงานของหัวใจเพิ่มขึ้นและอาการอ่อนเพลียลดลง

- โคคิว 10  กับสมอง

       โรค พาร์คินสัน เป็นความเสื่อมของระบบประสาทที่พบได้มากที่สุด โดยมีผลต่อผู้ที่มีอายุระหว่าง 65 ถึง 74 ปี อยู่ถึง 15 เปอร์เซ็นต์ และเกือบครึ่งหนึ่งของผู้ที่สูงอายุกว่า 85 ปี โรคพาร์คินสันซึ่งเกิดจากการถูกทำลายของประสาทพิเศษชื่อว่า Striatal dopaminergic neurons ที่ อยู่ลงลึกไปในสมองพบว่าผู้ป่วยด้วยโรคนี้มีระดับโคคิว 10 ต่ำ การศึกษาครั้งหนึ่งพบว่า การให้โคคิว 10 เป็นอาหารเสริมช่วยชะลอความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อประสาทพิเศษเหล่านี้ลงได้ จริงๆ โคคิว 10 เองก็เป็นการรักษาแบบธรรมชาติ อย่างแรกที่แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการต่อสู้กับโรคที่ทำให้เกิด

       การทำลายอย่างร้ายแรงชนิดนี้ โรคทางระบบประสาทที่ร้ายแรงอีกชนิดคือ โรคฮันทิงตัน
(Huntington’s diease) เป็น โรคทางกรรมพันธุ์ชนิดหนึ่งที่หายยากและร้ายแรงถึงขนาดทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถ ควบคุมร่างกาย และต้องทนทุกข์กับสภาพความคิดความอ่านที่เสื่อมถอยลง

       โชคร้ายที่ยังไม่มีวิธีที่ได้ผลดีในการรักษา อย่างไรก็ดี ในการศึกษาแบบใช้ยาหลอกแบบสุ่มโดยมีการควบคุมที่ตีพิมพ์ในวารสาร
Neurology ก็ พบว่าผู้ป่วยที่รับประทานโคคิว 10 มีการเสื่อมทางประสาทลดลง 13 เปอร์เซ็นต์ แม้ว่าจะไม่สามารถรักษาโรคฮันทิงตันได้ โคคิว 10 ก็เป็นสารชนิดแรกที่สามารถชะลออาการของโรคให้ช้าลงได้

 - โรคหัวใจกับโคเอนไซม์คิว 10

       หัวใจเป็นหนึ่งในอวัยวะเพียงไม่กี่ชิ้นในร่างกายที่ต้องทำงานติดต่อกันโดยที่ไม่หยุด ดังนั้นกล้ามเนื้อหัวใจ (Myocardium) จึง ต้องการพลังงานมาก หากเกิดสภาวะใดก็ตามที่ทำให้ระดับโคคิว 10 ลดลง จะมีผลต่อการผลิตพลังงานให้แก่หัวใจ ทำให้มีแนวโน้มที่จะถูกฟรี แร็ดดิคัล จู่โจมได้ง่ายความเครียดที่เกิดจาก ฟรีแร็ดดิคัล จะแสดงให้เห็นอาการได้ง่าย ถ้าปล่อยให้อาการหัวใจล้มเหลวเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ อาจเกิดอันตรายได้ หัวใจจึงต้องการโคคิว 10 ในปริมาณที่มากขึ้น อย่างน้อยวันละ 300 ถึง 400 มก.  กรณีการเกิดหัวใจล้มเหลวในเพศ ชายนั้นสามารถระบุสาเหตุได้ ในสตรีมักเป็นแบบไม่ทราบสาเหตุ จากการวิจัยในผู้ป่วยที่เป็นสตรีทำให้เชื่อว่า อาการหัวใจล้มเหลวโดยส่วนมากนั้นเกิดจากอาการขาดโคคิว 10 ลดลงจนเป็นอันตราย ทำให้สูญเสียพลังงานในกล้ามเนื้อหัวใจ ซึ่งประสบการณ์ของผู้เขียนใช้โคคิว 10 มาตั้งแต่ปี 1986 โดยให้ครั้งแรกแก่คนไข้ที่ทำการผ่าตัดบายพาส เพียงครั้งละ 10 มก.  วันละ 3 ครั้ง ตั้งแต่นั้นมาก็ให้เพิ่มปริมาณการใช้ขึ้นกว่าตอนแรก ปัจจุบันมีผู้ป่วยหลายประเทศ และพันคนที่รับประทานโคคิว 10 ในปริมาณที่ต่างกันออกไป ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับอาการของแต่ละคน เพราะหากผู้ป่วยไม่ตอบสนองต่อโคคิว 10 ในปริมาณที่ต่ำ ก็จะต้องเพิ่มปริมาณเข้าไปและคงระดับนั้นเอาไว้ ซึ่งบางกรณีอาจต้องให้ได้รับวันละ 500 มก. หรือมากกว่านั้นเพื่อให้เกิดผลในการรักษา

- Congestive Heart Failure (CHF)

      หัวใจล้มเหลวเพราะเลือดคั่ง (CHF) ร้าย แรงที่สุด มักจะทำให้เกิดความทุกข์ทรมานต่อสตรีวัย 70 ถึง 80 ปี อัตราการรอดชีวิตมีน้อยกว่ามะเร็งเต้านม และมักจะเป็นอาการขั้นสุดท้ายของโรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary artery disease) ความดันโลหิตสูง, อาการขาดโลหิตเฉพาะที่เนื่องมาจากหลอดเลือดอุดตัน (Is-chemia) กล้ามเนื้อหัวใจตาย (Myocardial Infarction), ติด สุราเรื้อรัง หรือการติดเชื้อไวรัสเฉียบพลัน ผู้ป่วยหนึ่งในสาม ป่วยด้วยโรคนี้โดยไม่ทราบสาเหตุ มีความเป็นไปได้สูงที่ว่าผู้ป่วยโดยไม่ทราบสาเหตุนั้นอาจเนื่องมาจากด้าน โภชนาการ เนื่องจากผู้หญิง (และผู้ชาย) สูงอายุต่างก็มีระดับโคคิว 10 และสารอาหารที่จำเป็นอื่นๆ ลดลง การศึกษาทางคลินิกวิทยาหลายครั้ง หลายแห่งได้รวบรวมข้อมูลและผลดีต่างๆ ของโคเอนไซม์คิว 10 สารนี้แสดงให้เห็นความสามารถในการทำให้อาการเจ็บเค้นในหน้าอกดีขึ้น ช่วยลดความดันโลหิต งานวิจัยยังแสดงให้เห็นว่า โคคิว 10 ช่วยทำให้คนไข้หายจากการป่วยและฟื้นตัวเร็วกว่าจากการผ่าตัดบายพาสยังช่วย บรรเทาพิษที่เกิดจากยาที่ใช้ในการลดโคเลสเตรอรอลและเคมีบำบัด

- ลิ้นหัวใจรั่ว (Mitral Valve Prolapse)

      การรักษาโรคลิ้นหัวใจรั่ว การรักษาด้วยยา พบว่ามีหลายรายมากที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยา Beta-Blocker และแม้แต่ผู้ที่ตอบสนองต่อการรักษา    ก็ยังกล่าวถึงผลข้างเคียงที่เกิดเช่น

   -  อ่อนเพลีย

   -  ความคิดสับสน

   -  ผมร่วง

   -  หลงลืม

        อย่างไรก็ตามต้องใช้เวลานานประมาณ 30 60 นาที  จนกว่ายาจะออกฤทธิ์  การรักษาแนว
ใหม่ด้วยวิธีที่ง่ายด้วย การให้วิตามินและเกลือแร่ซึ่งไม่มีผลข้างเคียงใดๆ 25 30 เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วย สนองตอบต่อโคคิว 10 ค่อนข้างดี อาการแน่นหน้าอกและหายใจไม่เต็มอิ่มลดลง เมื่อใช้โคคิว 10 วันละ 90 180 มก. ซึ่งในปริมาณที่กล่าวมานี้ให้ผลดีมากต่ออาการหัวใจเต้นผิดปกติ และยังทำให้เนื้อเยื่อเกิดการสมดุล

- ยารักษาโรคหัวใจอาจทำให้เกิดมะเร็งที่เต้านม

       ผู้ ที่มีประวัติหลอดเลือดหัวใจ มีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งที่เต้านมได้ พบว่าระดับโคคิว 10 ในผู้ป่วยมะเร็งหลายชนิดนั้นมีระดับต่ำ การศึกษาจากประวัติสตรีที่เป็นมะเร็งที่เต้านม 200 คน พบว่า 40 เปอร์เซ็นต์มีระดับโคคิว 10 ต่ำกว่าปกติ สัมพันธ์กับคนไข้ที่ใช้ยา HMG-CoA Reeducates ได้แก่ ยาพวก

   -  Lipitor

   -  Mevacor

   -  Zocor

   -  Pravachol

        ยาเหล่านี้เข้าไปขัดขวางกระบวนการทางชีวบำบัดประมาณ 20 อย่างในร่างกาย  ยาสามารถเข้า
ไป ลดคลอเลสเตอรอลได้ แต่มันก็ทำให้ระดับโคคิว 10 ต่ำลงทำให้เกิดความเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็ง หากจำเป็นที่ต้องใช้ยานี้ก็ควรที่จะรับประทาน โคคิว 10 เสริมเข้าไปด้วยในปริมาณ 100 มก.
กลุ่มเสี่ยงโรคมะเร็งเต้านม

       หญิงหลังวัยหมดรอบเดือนเสี่ยงมากกว่า หญิงที่อ่อนวัยกว่า ผู้หญิงมีความเสี่ยงต่อมะเร็งที่
เต้านม การรับประทานอาหารมังสวิรัติ จะมีความเสี่ยง หากไม่ได้รับโคคิว 10 และแอ-คาร์นิทีน จากอาหารปกติอย่างเพียงพอ

ปริมาณที่แนะนำ

          โคคิว 10 นั้นมีความปลอดภัยและร่างกายสามารถทนทานได้  สามารถละลายได้ในไขมัน จึงควรรับประมาณไปพร้อมกับอาหาร
  1.  ควรปรึกษาแพทย์หากรับยาโรคเบาหวานหรือยาลดความดันโลหิต เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีผลข้าง     เคียงในการใช้โคคิว 10
  2. รับประทานวิตามินบี 6 วันละ 25 100 มก. เพื่อเสริมให้เกิดการผลิตโคคิวมีมากขึ้น
  3. โรคเบาหวานปริมาณโดยเฉลี่ย 150 มก. วันละ 3 ครั้ง
  4. ปวดเค้นในอก 50 มก. วันละ 2 ครั้ง
  5. ปัญหากล้ามเนื้อ วันละ 100 150 มก.
  6. โรคฮันทิงตัน 300 มก. วันละ 2 ครั้ง
  7. โรคพาร์คินสัน 200 มก. วันละ 4 ครั้ง
  8. โรคหัวใจล้มเหลวเนื่องจากเลือดคั่ง 300 400 มก.
  9. โรคความดันโลหิตสูง 120 240 มก.
  10. ป้องกันไมโตคอนเดรียเสื่อมสภาพ 60 90 มก. ต่อวัน

Health Life 2 You - สารอาหาร 19. กลูตาไทโอน สารต้านมะเร็ง

19. กลูตาไทโอน  ( Clutathione )

          ใช่แล้วค่ะ กลูตาไทโอนที่พูดถึงเป็นชนิดเดียวกันกับที่ฮิตกันในหมู่คนรักความขาว ซึ่งมีคนเสี่ยงอันตรายจากการกินหรือฉีดไปไม่น้อยที่เดียว เพราะอยากขาวนี่ละ

          แต่ประโยชน์อีกด้านหนึ่งของกลูต้าไทโอนคือ ช่วยต้านฟรีแรดิคัล สารชนิดนี้ร่างกายของเราจะมีมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับว่าตัวเรามีวิตามินบีเพียงพอหรือไม่ ถ้าพอก็จะร่วมมือกันอย่างดีในการทำลายฟรีแรดิคัลให้น้อยลงและช่วยชลอความชรา

         ร่างกายของเราสามารถผลิตกลูตาไทโอนได้เอง แล้วยังได้จากสารอาหารต่างๆ อย่างเช่น ผักโขม มะเขือเทศ บรอกโคลี อะโวคาโด ฯลฯ

- กลูตาไทโอนคืออะไรและทำงานอย่างไร?

       กลูตาไทโอน เป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่เซลล์ร่างกายผลิตขึ้นมาเมื่ออยู่ในสภาวะเครียด อันเนื่องมาจากหลายสาเหตุ เช่น ได้รับสารพิษไม่ว่าจากสิ่งที่เรากินเข้าไปหรือยา  ถูกแสงแดดมากเกินไป เป็นต้น

       จะขอยกตัวอย่าง เปรียบเทียบการทำงานของสารกลูตาไทโอนดังนี้ โรงงานเมื่อผลิตสินค้าขึ้นมา ย่อมมีของเสียเกิดขึ้นและถ้าของเสียนี้ไม่ได้กำจัดทิ้งให้หมด  ของเสียเหล่านี้ก็จะสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้คนในชุมชนไม่สบาย เจ็บไข้ได้ป่วยบ่อยและมีผิวพรรณหมองคล้ำ  

       เซลล์คนเราก็เช่นกัน เมื่อผลิตพลังงานออกมา ก็ต้องมีของเสียเกิดขึ้น   ของเสียที่เกิดขึ้นนี้ เราเรียกรวมๆ กันว่า อนุมูลอิสระ (FREE RADICALS) ซึ่งเมื่อสะสมมากขึ้นภายในเซลล์ ก็จะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของเซลล์ลดลง และมีช่วงอายุที่สั้นกว่าปกติ

       แต่เซลล์ร่างกายคนเราก็มีกลไกป้องกันตนเอง ด้วยการผลิตสารขึ้นมาเพื่อทำลายอนุมูลอิสระเหล่านี้ เราเรียกสารพวกนี้ว่า สารต้านอนุมูลอิสระ (ANTIOXIDANT)

       สารต้านอนุมูลอิสระที่ร่างกายผลิตขึ้นมานี้ ที่สำคัญมีอยู่ 2 ตัว ที่ออกฤทธิ์ได้แรงและมีประสิทธิภาพสูง ตัวแรกจะไม่ขอกล่าวถึงเพราะต้องสังเคราะห์ภายในเซลล์เท่านั้น   ตัวที่สองคือ กลูตาไทโอน ซึ่งเซลล์สามารถสังเคราะห์ได้เองและมีอยู่ในอาหารบางประเภท เช่น เนื้อ นม ไข่ เป็นต้น

       สารต้านอนุมูลอิสระทั้งสองตัวนี้จะทำหน้าที่เป็นตัวหลักในการทำลายอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกวัน และเมื่ออายุคนเรามากขึ้น การสังเคราะห์สารทั้งสองตัวนี้ก็ลดลงตามไปด้วย
 

       เมื่อเราอยู่ในสภาวะเครียด อย่างในกรณีได้รับสารพิษสะสม, กินยาบางประเภท, การทำงานกลางแดดจัด, อดหลับอดนอน, ดื่มเหล้าหรือสูบบุหรี่, ป่วยเรื้อรัง เช่น เป็นมะเร็งหรือโรคเอดส์ เป็นต้น

       สภาวะเหล่านี้ จะกระตุ้นให้เกิดอนุมูลอิสระเป็นจำนวนมากและมากกว่าที่สารต้านอนุมูลอิสระ ทั้งสองตัวนี้จะรับมือได้  อนุมูลอิสระที่เหลือรอดจากการถูกทำลายจำนวนมากนี้จะไหลเวียนไปทั่วร่างกาย ส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานของเซลล์ลดลงและเสื่อมเร็วกว่าปกติ 

       เราจึงพบว่า คนที่อยู่ในสภาวะดังกล่าวจะมีสภาพซึมเซา ไม่สดชื่น อ่อนแอ ภูมิต้านทานต่ำ เป็นมะเร็งได้ง่าย ผิวหน้าและผิวตัวหมองคล้ำ และที่สำคัญสารอนุมูลอิสระนี้จะไปเร่งการทำลายคอลลาเจนที่ผิวหนังให้เร็วขึ้น   ดังนั้นคนเหล่านี้จึงมีผิวพรรณที่หย่อนยานและดูแก่กว่าวัยอันควร

       จากการศึกษาวิจัยพบว่า กลูตาไทโอนจะเป็นตัวทำลายอนุมูลอิสระที่ออกฤทธิ์ภายในเซลล์ ที่มีประสิทธภาพ ส่วนวิตามินซี ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ออกฤทธิ์ภายนอกเซลล์   เมื่อให้สารสองตัวนี้ร่วมกัน จะส่งเสริมฤทธิ์ของซึ่งกันและกัน ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของสารต้านอนุมูลอิสระทั้งสองตัวนี้สูงขึ้นเป็นทวีคูณ

       นี่จึงเป็นเหตุผลที่ควรให้สารสองตัวนี้พร้อมกัน จะทำให้สุขภาพร่างกายสดชื่นขึ้นและผิวพรรณกระจ่างใสขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

       นอกจากนี้ กลูตาไทโอนยังช่วยเพิ่มภูมิต้านทานของร่างกาย ช่วยให้ตัวอสุจิของผู้ชายแข็งแรงขึ้น ช่วยให้ผู้ป่วยที่เป็นโรคทางประสาท เช่น โรคพาร์กินสัน โรคอัลไซเมอร์ โรคอ่อนเพลียเรื้อรังดีขึ้น

       ตั้งแต่ปี 2530 เป็นต้นมา มีการวิจัยด้วยการนำกลูตาไทโอนมาใช้ควบคู่กับการรักษาโรคเอดส์และโรคมะเร็ง  พบว่าคนไข้เหล่านี้มีอาการทั่วไปดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน ถึงแม้จะไม่ได้หายจากโรคที่เป็นอยู่   แต่อาการโดยรวมจะดีขึ้น โดยเฉพาะคนไข้ที่เป็นเอดส์ พบว่าสามารถยืดระยะเวลาที่แสดงอาการออกไปได้ และที่สำคัญพบว่า คนไข้เหล่านี้ นอกจากจะมีสุขภาพโดยรวมดีขึ้นแล้ว ยังมีหน้าตาสดชื่นและผิวพรรณแจ่มใสเป็นประกาย ต่างจากเดิมที่เป็นอยู่

       จากกรณีดังกล่าว จึงมีแพทย์บางท่านได้ทดลองนำกลูตาไทโอนมาใช้ทางด้านผิวพรรณในคนปกติ  พบว่าสามารถทำให้ผิวพรรณของคนเหล่านี้สดใสเป็นประกายสว่างไสว   จึงได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในแวดวงภาพยนตร์ฮอลลีวูด ดารามีชื่อแทบทุกคนจะฉีดยากลูตาไทโอน ซึ่งนอกจากจะช่วยให้สุขภาพของดาราเหล่านั้นดีขึ้นแล้ว ยังช่วงให้ผิวพรรณของพวกเขาเป็นประกายสว่างไสวอย่างโดดเด่นเวลาอยู่ท่ามกลาง หมู่คนจำนวนมาก

       ค่ะ... สดๆ ร้อนๆ อีกไม่นานเกินรอ พวกคุณจะได้สัมผัสกับกลูตาไทโอน + วิตามินซี (ที่มีความคงตัวสูง เมื่ออยู่ในเนื้อครีม) ในรูปแบบของครีมบำรุงผิวขาวใส ในราคาที่สมเหตุสมผล (ปกติ การฉีดวิตามินซี + กลูตาไธโอน จะคิดเป็นคอร์ส ๆ ละ 30,000 - 80,000 บาท...!!!)

- โดย : นายแพทย์ฉัตรชัย ศรีบัณฑิต

กลูตาไทโอนเป็นพันธะเปปไทด์ของกรดอะมิโน 3 ตัว ได้แก่ ซีสเตอีน กลูตาเมต และไกลซีน กลูต้าไธโอนอยู่ในรูป reduced (GSH) และ oxidized (GSSG) โดย GSSG ถูก reduced ด้วย Glutathione reductase สาร ascorbic acid จะเพิ่มการออกฤทธิ์ของ GSH ซึ่ง alpha lipoic acid (ALA) เพิ่มการออกฤทธิ์ของกลูตาไทโอนอาจกลับมาเป็น GSSG

- ลักษณะของกลูตาไทโอน

  • กลูตาไทโอนเป็นสารต้านอนุมูลอิสระภายในเซลล์พบมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเซลล์ตับ (จนถึง 5 mM)
  • กลูต้าไธโอนถูกสังเคราะห์โดย Glutathione synthase โดยการใช้กรดอะมิโน 3 ชนิด : L-cysteine, L-glutamate และ glycine
  • ตามธรรมชาติมี 2 รูปแบบ ได้แก่ reduced Glutathione (GSH) และ oxidized Glutathione disulphide (GSSG)
  • อำนวยความสะดวกต่อการทำงานของภูมิคุ้มกัน
  • เป็นสาร mitochondrial antioxidant
  • เป็นสาร co-factor/ เอนไซม์ใน phase I enzymatic detoxification pathway
  • Phase II detoxification pathway
  • การป้องกันระบบประสาท

- การลดลงของกลูตาไทโอน

  • แสดงให้เห็นเด่นชัดอย่างเฉียบพลันในการขาดกลูตาไทโอนเมื่อรับประทานยาพาราเซตามอลเกินขนาด
  • ผลของการลดลงของกลูตาไทโอนนี้เกิดใน hepatocyte ชักนำให้ตับวายและเสียชีวิตได้
  • การขาดกลูตาไทโอนเรื้อรังมีความสัมพันธ์กับความผิดปกติทางภูมิคุ้มกัน เพิ่มการเกิดเนื้อร้าย และในกรณีโรคเอดส์ อาจเร่งให้เกิดโรคขึ้นมาได้
  • การขาดกลูตาไทโอนเป็นผลใน tissue oxidative stress สามารถเกิดโรคได้ ยกตัวอย่างเช่น ผู้ที่เป็น G6PD (glucose 6-phosphate dehydrogenase deficiency) ทำให้เกิดปริมาณ NADPH และ reduced Glutathione ลดลง
  • Oxidative stress เป็นสาเหตุให้ขาดกลูตาไทโอนใน fragile erythrocyte membranes

- ข้อบ่งใช้และการใช้ประโยชน์

  • รักษาพิษจากยาพาราเซตามอล
  • ใช้เบื้องต้นสำหรับ : มะเร็งบางชนิด โรคไขมันอุดตันที่ผนังหลอดเลือด (atherosclerosis) โรคเบาหวาน ปอดมีความผิดปกติโดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคปอดอุดกั้น สูญเสียการได้ยินเนื่องมาจากเสียง ผู้ชายที่เป็นหมัน ป้องกันหรือทำให้พิษดีขึ้น ต้านเชื้อไวรัส ยากำพร้าในการรักษาเอดส์ที่สัมพันธ์กับภาวะขาดสารอาหาร

- ผลข้างเคียง

  • ผิวหนังแดง
  • ความดันโลหิตต่ำ
  • หอบหืดเฉียบพลัน
  • อาจเกิด anaphylactic reaction จากการปนเปื้อนหรือความไม่บริสุทธิ์

- ข้อห้ามและควรระวังเป็นพิเศษ

  • ผู้ที่แพ้ยาฉีดกลูตาไทโอน
  • ผู้ที่ปลูกถ่ายอวัยวะ
  • แพ้, หอบหืด

- สารที่ทำให้ขาดกลูตาไทโอน

  • การสูบบุหรี่
  • ดื่มแอลกอฮอล์
  • คาเฟอีน
  • ยาพาราเซตามอล
  • ยา
  • ออกกำลังกายหนัก
  • รังสี X Y และยูวี
  • Xenobiotics
  • Estradiol

- บทบาทของกลูตาไทโอนนยาแผนปัจจุบันและยาแผนทางเลือก

  • พิษจากยาพาราเซตามอล
  • โรคมะเร็ง
  • xenobiotics detoxification
  • โรคพาร์คินสัน
  • โรคอัลไซเมอร์
  • เพิ่มภูมิคุ้มกัน เอดส์ ต้านเชื้อไวรัส เชื้อ herpes simplex virus type I
  • โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง
  • สูญเสียการได้ยินเนื่องจากเสียง
  • ผู้ชายที่เป็นหมัน
  • ออทิสติก
  • โรคเหนื่อยเรื้อรัง
  • โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ
  • ความดันโลหิตสูง
  • metabolic syndrome
  • autoimmune thyroiditis

วันพฤหัสบดีที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

Health Life 2 You - สารอาหาร 18. วิตามินบีรวม สารต้านมะเร็ง

18. วิตามินบีรวม  ( Vitamin B Complex )

           วิตามินบีมีหลายชนิดที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันมะเร็ง เช่น วิตามินบี 1 ช่วยขจัดมลภาวะจากสารตะกั่วที่สะสมในสมอง ตับ ไต และเนื้อเยื้อได้ ในข้าวซ้อมมือมีวิตามินบี 1 มากเปลี่ยนมากินข้าวซ้อมมือแทนข้าวขัดขาวก็จะได้ประโยชน์ตรงนี้มากที่เดียวค่ะ

           วิตามินบี 2 ช่วยล้างพิษที่เกิดจากฟรีแรดิคัล  คนรักสวยรักงามต้องชอบวิตามินบี 2 เพราะช่วยต้านฟรีแรดิคัลที่ทำลายผิวหน้าและเนื้อเยื้อ แถมดูแลผิวให้ชุ่มชื่นตลอดวัน วิตามินบี 2 มีในธัญพืชไม่ขัดสี ข้าวโอ๊ต ถั่วเหลือง ฯลฯ

           วิตามินบี 6 มีส่วนสำคัญในการสร้างและแบ่งตัวของเซลล์ทุกชนิด เม็ดเลือดแดง และเม็ดเลือดขาว ทำหน้าที่เป็นภูมิคุ้มกันตัวเก่ง มีมากในข้าวซ้อมมือ

           และวิตามินบีทุกชนิด ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายของเรา

- ประโยชน์ของวิตามินบีรวมที่ควรรู้

         1. บำรุงร่างกายและระบบประสาท
 
         2. ใช้บำรุงผิว ผม เล็บ และใช้ป้องกันการเกิดสิว
 
         3. ใช้ในการกีฬาและผู้ออกกำลังกาย ทำให้ทนต่อการออกกำลังกายหนักได้
 
         4. ใช้ในผู้ที่มีอาการของโรคตับอักเสบ
 
         5. วิตามินบีรวมเป็นกลุ่มของวิตามินบีที่มีความจำเป็นต่อเส้นประสาทและความ สมบูรณ์   
             ของอวัยวะต่าง ๆ 
 
- ซึ่งประกอบด้วย
 
วิตามินบี 1 (Thiamine), วิตามินบี 2 (Riboflavin), วิตามินบี 3 (Niacin), วิตามินบี 5 (Pantothenic acid), วิตามินบี 6 (Pyredoxine)
 
วิตามินบี 12 (Cyanocobalamin), โฟลิกแอซิค โคลีน เเละไบโอติน วิตามินบีรวมเหมาะสำหรับบำรุงสุขภาพของผิว ผม สายตา ตับ และยังมีประโยชน์อย่างมากในการรักษาความผิดปกติของเส้นประสาท
 

วิตามิน บี 1 มีความจำเป็นในการสร้างสารสื่อสัญญาณประสาท และมีความจำเป็นต่อสุขภาพของระบบประสาท อาการรู้สึกสับสนเป็นอาการของการขาดวิตามิน บี1
 
วิตามิน บี 2 ป้องกันการเกิดสิว และเป็นปัจจัยสำคัญของการหายใจระดับเซลล์ ช่วยในการมองเห็น ช่วยบำรุงผิวหนัง ผม และ เล็บ มีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของเซลล์ต่าง ๆ
 
วิตามิน บี 3 เป็นวิตามินที่เกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาทางชีวเคมีมากกว่า 50 ปฏิกิริยา ช่วยในการรักษาอาการเครียดและซึมเศร้า ช่วยเสริมการไหลเวียนของเลือด บรรเทาอาการปวดไมเกรน ผู้ที่รับประทานน้ำตาลทรายขาวมาก ๆ จำเป็นต้องได้รับวิตามิน บี 3 มากเป็นพิเศษ
 
วิตามิน บี 5 เป็นสารที่พบอยู่ในเซลล์และมีความจำเป็นต่อปฏิกิริยาชีวเคมี ช่วยในการทำงานและการสร้างฮอร์โมนของต่อมหมวกไตในการบรรเทาอาการเครียด
 
วิตามิน บี 6 มีความจำเป็นต่อการทำงานของสมอง ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง ควบคุมสมดุลของเกลือแร่ในร่างกาย การย่อยอาหาร การดูดซึมของไขมันและโปรตีน การสร้างระบบภูมิต้านทานในร่างกาย
 
วิตามิน บี มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของเซลล์ต่าง ๆ ป้องกันการถูกทำลายของเส้นประสาท ช่วยในการสร้างเยื่อหุ้มเซลล์ประสาท
 
โฟลิก แอซิด ทำงานร่วมกับวิตามิน บี 12 ช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดง บรรเทาอาการหมดแรง หงุดหงิดง่าย ปวดศรีษะ อาการหลงลืม บรรเทาอาการทางประสาท
 
โคลีน ช่วยในการสร้างสารอะเซทิลโคลีน ซึ่งเป็นสารสื่อสัญญาณประสาทที่สำคัญในสมองที่ใช้ในการเก็บความทรงจำ ไอโนซิทอล ช่วยในปฏิกิริยาชีวเคมีของไขมันทำให้ใช้ไขมันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดระดับโคเลสเตอรอลในเลือด ช่วยในการเสริมอาหารให้แก่สมอง
 
ไบไอติน ช่วยในการสร้างพลังงาน การเจริญเติบโต และการสร้างกรดไขมันในร่างกาย
 
ข้อมูลจาก http://www.samunpai.com
 

วันอังคารที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2555

Health Life 2 You - สารอาหาร 17. ทองแดง สารต้านมะเร็ง

17. ทองแดง  ( Copper )

          เป็นแร่ธาตุที่ร่างกายต้องการเล้กน้อยเพื่อสร้างเม็ดเลือดแดง สร้างพลังงานช่วยดูแลผิวหนังให้มีความยืดหยุ่น เป็นตัวกำจัดฟรีแรดิคัล

         ทองแดงช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้ดี แต่การมีธาตุเหล็กและสังกะสีในร่างกายมากเกินไปก็จะไปขัดขวางการดูดซึมทองแดงได้ คนที่ขาดทองแดงจะเกิดภาวะโลหิตจาง มีระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูง หัวใจเต้นผิดปกติ ฯลฯ 
      
         ถ้ากลัวว่าจะขาดทองแดง ไม่ต้องมองจากที่อื่นไกล 
มีในอาหารที่เรารู้จักกันทั่วไปค่ะ อาหารประเภทไหนมีเหล็กอยู่มากก็จะมีทองแดงไปด้วย ในหอยนางรมมีทองแดงมากที่สุด นอกจากนี้ยังมีในรำข้าว จมูกข้าว และธัญพืชต่างๆ ปลา มะม่วง ลูกพรุน กล้วย เห็ด ผักใบเขียว ฯลฯ

- ธาตุทองแดง

         ทองแดง เป็นแร่ธาตุที่มีความสำคัญต่อร่างกายซึ่งมีประโยชน์ในการช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจ และยังเป็นตัวประกอบสำคัญที่ช่วยในการขนส่งธาตุเหล็กใน เลือดของเรา ทำให้เราไม่เป็นโรคโลหิตจางนอกจากนี้ ทองแดง ยังเป็นแร่ธาตุที่ช่วยปรับระดับออกซิเจนในเนื้อเยื่อให้อยู่ในภาวะสมดุลไม่ มากหรือน้อยจนทำให้เกิดปัญหาต่อร่างกาย สร้างเม็ดเลือดสีหรือเมลานินให้กับผิวหนัง และท้ายสุดทองแดงก็ช่วยสร้างคอลลาเจนและช่วยทำให้กระดูกและผนังหลอดเลือดมี ความแข็งแรง ที่สำคัญทองแดงเป็นตัวช่วยลดความอันตรายที่เกิดจากสารตะกั่วและแคดเมียม ซึ่งอาจจะทำให้ร่างกายของเราเจ็บป่วยได้

        ทองแดงเป็นแร่ธาตุ ที่แปลกกว่าเพื่อน ไม่ว่าจะรับประทานมาจากอาหารธรรมดาหรือจากอาหารเสริมก็สามารถเป็นพิษได้ทั้ง นั้นซึ่งหากได้รับในปริมาณมากๆก็จะทำให้มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดกระเพาะอาหาร ปวดกล้ามเนื้อ และอาจทำให้เป็นโรคโลหิตจางได้เช่นกันเนื่องจากเม็ดเลือดแดงแตกสลาย นอกจากนี้หากว่าได้รับการสะสมเป็นระยะเวลานานๆก็อาจทำให้ตับมีปัญหา และอาจจะร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ ทองแดงนั้นมีอยู่ในอาหารหลายชนิดแต่ที่มีมากก็คืออาหารจำพวกสัตว์มีเปลือก อย่างเช่น ปู กุ้ง หอย นอกจากนั้นมีผักไร้ใบ ตับ ปลา ผักโขม เห็น หอยนางรม จมูกข้าวสาลี น้ำผึ้ง เป็นต้น

- ทองแดงกับเลือดแดงๆ

       ไม่ใช่เรื่องถึงขนาดคอขาดบาดตายหรอกครับ แต่เห็นว่าเรื่องเลือดเป็นเรื่องใหญ่ในชีวิตของเรา และแร่ธาตุตัวหนึ่งคือ “ทองแดง” มีความสำคัญเกี่ยวกับเลือด ก็เลยเอาทองแดงกับเลือดแดงมาเป็นหัวข้อคุยสู่กันฟัง

       ส่วนสำคัญส่วน หนึ่งของเลือดแดงคือ เฮโมโกลบิน ซึ่งมีหน้าที่พาออกซิเจนและสารอาหารในเซลล์เลือดไปเลี้ยงเซลล์อื่นๆ ทั่วร่างกาย และเมื่อเอาออกซิเจนเข้าไปในเซลล์แล้ว ก็จะเปลี่ยนรับเอาคาร์บอนไดออกไซด์จากเซลล์ออกไปสู่ปอด ฟอกเลือดดำให้เป็นเลือดแดง และก็วนเวียนเอาออกซิเจนและสารอาหารกลับไปเลี้ยงเซลล์แล้ว รับคาร์บอนไดออกไซด์ กลับมาฟอกในปอด วนเวียนอยู่อย่างนี้ตลอดชีวิตของเรา

       เซลล์ ทุกเซลล์ในร่างกายของเราต้องมีอาหารไปเลี้ยงดู ชีวิตของเราจึงอยู่ยั่งยืนตลอดชั่วชีวิตของเรา และก็พูดได้อย่างเต็มปากเต็มคอว่า เฮโมโกลบินนี่แหละที่ทำให้การสืบต่อชีวิตของเรายืนยาวต่อไปได้

       พูดถึงเฮโมโกลบินมายืดยาว ก็คงจะสงสัยกันแล้วนะครับ ว่าพูดกันทำไม ในเมื่อขึ้นต้นก็พูดถึงทองแดงและเลือดแดงๆ อยู่หยกๆ

       ตอนนี้ทองแดงต้องโผล่หน้าออกมาแล้วครับ เพราะทองแดงเป็นตัวช่วยให้เหล็กกลายเป็นเลือดเป็นเนื้อของเฮโมโกลบิน และสีแดงของเลือดเกิดขึ้นได้ก็เพราะเหล็กนี่เอง แต่เหล็กจะกลายเป็นตัวสำคัญของเลือดได้ก็ต้องอาศัย ทองแดงผสมกันกับเหล็ก เหล็กจึงจะแปลงร่างเป็นเฮโมโกลบินได้

       ทองแดงเป็นแร่ธาตุ 1 ใน 18 ตัว ซึ่งร่างกายต้องมี เมื่อเรากินอาหารซึ่งมีธาตุทองแดงอยู่ด้วย และเมื่ออาหารนั้นถูกย่อยแล้ว ทองแดงจะเข้าไปสู่ สายเลือดได้ภายใน 15 นาที และเมื่อเข้าไปผสมกับโปรตีนซึ่งเมื่อถูกย่อยแล้ว จะแตกตัวเป็นแอมมิโน แอซิคหลายตัว มีแอมมิโน แอซิค อยู่ตัวหนึ่งชื่อ ไทโรซีน ซึ่งเมื่อทองแดงเข้าไปเกาะตัวร่วมด้วย ก็จะกลายเป็น สีแก่ของเส้นผมและผิวหนัง

        โดยเหตุนี้กล่าวได้ว่า หน้าที่อีกส่วนหนึ่งของทองแดง ทำให้เส้นผมดกดำและผิวหนังดูมีผิวพรรณดีขึ้น

          และ ยังมีหน้าที่ส่งเสริมการทำงานของวิตามิน C ให้ดีขึ้นด้วย วิตามิน C มีความสำคัญต่อการสร้าง IMMUNE SYSTEM หรือภูมิชีวิตของร่างกายให้ แข็งแรง

ยังมีหน้าที่ย่อยๆของทองแดงต่อร่างกายดังนี้อีก

          - ช่วยในการสร้างโปรตีน

          - ช่วยให้การรักษาตัวเองเป็นไปโดยธรรมชาติ (ไม่ต้องใช้ยา)

          - ช่วยในการสร้างปลอก (SHEAT) ประสาท

          - ช่วยสร้างความยืดหยุ่นให้กล้ามเนื้อ

          - ช่วยสร้างโครงสร้างเริ่มต้นของกระดูก

          - เป็นตัวร่วมสร้าง RNA และ DNA

        ทองแดง ในร่างกายเราได้มาจากแหล่งอาหารหลายแหล่ง เช่น จากเมล็ดพันธุ์พืชซึ่งไม่ได้ขัดขาว (เช่น ข้าวซ้อมมือ) ถั่วอัลมอนด์ ผักใบเขียวจัด ถั่วประเภทเป็นฝัก (ถั่วฝักยาว ถั่วลันเตา) ลูกพรุน กุ้ง และอาหารทะเลทุกชนิด

        พวกพืช-พันธุ์ต่างๆ ซึ่งมีทองแดงอยู่ด้วยนั้น มักจะมีปริมาณทองแดงไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับพื้นดินที่พืชพันธุ์เหล่านั้นปลูกอยู่ ถ้าพืช เหล่านั้นปลูกอยู่ในดินดี มีแร่ธาตุอุดมสมบูรณ์ ก็จะมีปริมาณทองแดงมากกว่าพืชที่มาจากพื้นดินที่แห้งแล้ง

        เรื่องพื้น ดินนี้เป็นจุดสำคัญที่น่าจดจำเป็นอย่างยิ่ง สมัยนี้จะมีอาหารเสริมหลากหลายออกมาจำหน่ายในตลาด อาหารเสริมเหล่านี้มักจะโฆษณาเรื่องมีวิตามินและแร่ธาตุหลากชนิดผสมอยู่ ก่อนจะซื้อนอกจากจะอ่านฉลากอย่างละเอียดแล้ว ควรจะรู้จักที่มาที่ไปของบริษัทผู้ผลิตและควรจะรู้แหล่งพื้นดิน ที่เพาะปลูกพืชที่มาผลิตเป็นวิตามินและแร่ธาตุเหล่านั้นด้วยว่า พื้นดินที่เพาะปลูกอยู่ในแถบไหน และมีแร่ธาตุอุดมสมบูรณ์ มากน้อยเพียงไรด้วย

        ที่อยากจะพูดถึงความสำคัญของทองแดงในวันนี้ก็ เพราะมีความเข้าใจผิดบางอย่างเกี่ยวกับเรื่องเลือด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เวลาที่บางคนรู้สึกไม่มีแรง และอาจ จะคิดว่าเลือดจาง ก็มักจะไปซื้อแร่ธาตุเหล็กอย่างชนิดที่สกัดเป็นเม็ดมากิน

        หรือบางที ไปเจาะเลือดมาแล้วปรากฏว่าทำท่าจะโลหิตจาง แพทย์บางท่านก็จะสั่งให้กินแร่ธาตุเหล็กอย่างสกัดเป็นเม็ด เวลาท่านสั่งยา เมื่อกินหมดแล้ว คนไข้ก็มักจะไปซื้อแร่ธาตุเหล็กอย่างเม็ดมากินต่อเอง เข้าใจว่ากินเข้าไปมากๆ เลือดก็จะเพิ่มขึ้น และเข้าใจว่ากินมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดี

        นั่นแหละคือการเข้าใจผิดอย่าง มาก และความเข้าใจผิดนั้นทำให้เกิดอันตรายร้ายแรง เลือดจาก (ANEMIA) นั้น มีหลายชนิดนะครับ จริงอยู่การขาดธาตุเหล็กเป็นสาเหตุหนึ่งของเลือดจาง แต่การขาดธาตุเหล็กนั้น ไม่ได้หมายความโรคโลหิตจางทุกชนิดนั้น เกิดจากการขาดธาตุเหล็กทั้งสิ้น นอกจากนั้นการกินธาตุเหล็กสกัดเป็นเม็ด จะเกิดเป็นอันตรายร้ายแรงได้ โดยเฉพาะเด็กๆ และผู้ที่ป่วยเป็นโรคเลือดจางแบบที่เรียกว่า SICKLE CELL ANEMIA ซึ่งเป็นโรคเกี่ยวกับเซลล์เลือดและตัวไขกระดูก ซึ่งเป็นตัวสร้างเลือดโดยตรง อาการย่อๆ ของผู้ที่เป็นโรคนี้ก็คือปวดตามข้อต่อต่างๆ มีไข้ขึ้นทั้งวัน ม้ามโต อ่อนเพลีย หมดแรง เวียนหัวปวดหัว

        นอกไปจากนั้นยังเกี่ยวกับ โรคเลือดอื่นๆ เช่น HEMOCHROMATOSIS ซึ่งทำให้แร่ธาตุเหล็กคั่งค้างอยู่ในเลือดมากเกินไป ทำให้ตับโต ผิวหนังดูดำคลํ้า และยังทำให้อาการเบาหวานเป็นมากขึ้น และอาจจะถึงกับหัวใจวายได้

        แล้วยังมีโรคเลือดทางลาสซีเมีย ซึ่งเดี๋ยวนี้คนไทยก็เป็นกันมากขึ้นอีก

        ขอสรุปสั้นๆว่า อย่าไปซื้อแร่เหล็กมากินเองเลยนะครับ หรือถ้าแพทย์สั่งให้กิน พอกินหมดก็อย่าไปซื้อมากินเองต่อ อันตรายครับ

        เรื่องเหล็กและโรคโลหิตจางนี้ ขออนุญาตเขียนยาวๆ อีกตอนหนึ่งครับ ตอนนี้ขอต่อเรื่องเหล็กกับทองแดงต่อ

        ถ้าหากปรากฏว่าคุณเป็นโรคโลหิตจาง เพราะขาดธาตุเหล็ก (IRON-DEFICIENCY ANEMIA) แล้วคุณจะไปหาธาตุเหล็กมากินแต่อย่างเดียวยังไม่พอ คุณต้องหาทองแดงมากินประกอบด้วย เพราะทองแดงเป็นตัวประกอบของเหล็ก ช่วยสร้างเฮโมโกลบินดังที่ได้บอกแล้วในตอนต้น

       ขอพูดถึงความสำคัญและโทษของทองแดงเสียก่อน

       มีศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์ทางอาหารกลุ่มหนึ่งนำโดย อาจารย์แอนน์ หลุยส์ ลิตเติลแมน นายแพทย์ลีโอนิค กอร์ดิน และนายแพทย์ลารี่ วิลสัน จากนิวยอร์ก ได้ศึกษาถึงเรื่องชีวจิตของคนสมัยใหม่ ปรากฏว่าเป็นโรคซึ่งหาสาเหตุไม่ค่อยพบ คือ มีอาการเหนื่อยเพลียนอนไม่หลับ เป็นโรคผิวหนังชนิดต่างๆง่าย มีอาการผิดปกติทางประจำเดือนอย่างรุนแรง ปวดเนื้อปวดตัว ตื่นเต้น และวิตกหรือเครียดอยู่เสมอ อาการเหล่านี้จะมีปรากฏอยู่ใน HYPOGLY-CEMIA ซึ่งผมเคยเขียนไว้ในไทยรัฐหลายฉบับเมื่อปีก่อน

      แต่กลุ่มแพทย์และนัก วิทยาศาสตร์ทางอาหารเหล่านี้ ต้องการศึกษาว่าในด้านอาหารและแร่ธาตุต่างๆ ในเลือดของคนไข้เหล่านี้นั้น มีอะไรผิดปกติหรือเปล่า

       ท่านเหล่านี้ได้พบว่า คนไข้หลายร้อยคนเมื่อถูกนำตัวไปตรวจเลือด ปรากฏว่ามีธาตุทองแดงอยู่ในเลือดมากเกินไป

       กลุ่มแพทย์ นี้ได้ศึกษาต่อไปอีกว่า เมื่อเคยมีค้นคว้าเรื่องแร่ธาตุได้วางสูตรไว้ว่า ต้องมีทองแดงมาช่วยธาตุเหล็กเท่านั้น จึงจะช่วยให้เลือดดีขึ้นนั้น ทำไมเมื่อมีทองแดงเกินไป คนไข้เหล่านั้นจึงป่วย

       คำตอบง่ายนิดเดียว เดี๋ยวนี้มีทองแดงสกัดเป็นเม็ดจำหน่ายในท้องตลาด แม้ว่าทองแดงเหล่านี้จะสกัดมาด้วยวิธีธรรมชาติ แต่เมื่อเป็นเม็ดแล้ว การดูดซึมของร่างกายทำไม่ได้ดี จึงเกิดการสะสมเป็นพิษขึ้น และป่วยมีอาการต่างๆ ดังกล่าวแล้ว

      แพทย์เหล่านี้ได้ยุติการกินทองแดงอย่างเม็ด และให้กินอาหารซึ่งมีแร่ธาตุทองแดงอยู่ในอาหารเหล่านั้นแทน

      คนไข้ทุกคนหายจากอาการป่วย และแข็งแรงสดใส มีชีวิตชีวาดีทุกคน

      ตอนนี้ ก็ถึงตอนบทสรุปของผมแล้วละครับ ร่างกายเรานั้นต้องการทองแดงน้อยมาก เป็นปริมาณซึ่งเราเรียกกันว่า TRACE MINERAL วันละ 2 มก. ก็พอ

      เพราะ ฉะนั้น ไม่ต้องห่วง อย่าไปซื้ออย่างเม็ดกินเลยครับ กินจากอาหารตามสูตรชีวจิตนั่นแหละครับ ขอยํ้าอีกที อาหารที่มีธาตุทองแดง เช่น ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ ผักใบเขียวจัดๆ ถั่วเป็นฝัก อย่างเช่นถั่วฝักยาว ถั่วลันเตา ลูกพรุน ถั่วอัลมอนด์ กุ้ง และอาหารทะเลทุกชนิด

      เท่านี้ก็เหลือเฟือแล้วครับ กินอาหารให้ถูกต้อง เลือกอาหารให้ครบเท่านั้นเอง ไม่ต้องเสียเงินแพงๆ แถมยังสบายใจด้วย.

Copy right(c)2000 by Vacharaphol Co.,Ltd.
1 Viphavadirangsit Rd. Bangkok 10900 Thailand Tel.(662) 272-1030 Fax. (662) 272-132

   

        

วันจันทร์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2555

Health Life 2 You - สารอาหาร 16. สังกะสี สารต้านมะเร็ง

16. สังกะสี  ( Zinc ) 

    เป็นแร่ธาตุที่ร่างกายต้องการน้อย แต่ขาดไม่ได้นะค่ะ ถ้าสามารถตรวจดูธาตุต่างๆ ในตัวเราจะพบว่าสังกะสีมีมากรองจากเหล็ก สังกะสีมีความสำคัญในการควบคุมการถ่ายทอดพันธุกรรมของเซลล์ต่างๆ ระบบประสาท ภูมิคุ้มกัน และปกป้องเราจากฟรีแรดิคัล ด้วยการช่วยเม็ดเลือดขาวทำงานต้านเชื้อโรคและช่วยชะลอความชรา

       ามารถพบสังกะสีได้ในอาหารหลายชนิด เช่น อาหารทะเล โดยเฉพาะหอยนางรมมีสังกะสีสูงในผักผักผลไม้ก็มี เช่น ข้าวกล้อง เมล็ดทานตะวัน ถั่วเขียว ผักโขม มะม่วง แอ๊ปเปิ้ล สับปะรด ฯลฯ


- สังกะสีคืออะไร 

       ปกติทั่วไปร่างกายมนุษย์ต้องการสารอาหารหลัก 5 หมู่ คือ โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน วิตามินและเกลือแร่ ในสัดส่วนที่เหมาะสมเพื่อให้การทำงานของร่างกายเป็นปกติ โดยเกลือแร่หรือแร่ธาตุนั้นเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายรองจาก น้ำ ไขมัน และโปรตีน ซึ่งแร่ธาตุที่จำเป็นสำหรับองค์ประกอบที่ดีของชีวิตสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ประเภทแรกคือ แร่ธาตุปริมาณมาก (Macro Minerals) ใช้เรียกแร่ธาตุที่ร่างกายต้องการมากกว่า 100 มิลลิกรัมต่อวัน เช่นแคลเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แมกนีเซียม เป็นต้น โดยจะพบแคลเซียมในร่างกายมากที่สุด รองลงมาเป็นฟอสฟอรัส ส่วนแร่ธาตุประเภทที่สอง คือ แร่ธาตุปริมาณน้อย (Trace Minerals) โดยแร่ธาตุกลุ่มนี้ร่างกายต้องการเพียงเล็กน้อย แต่ไม่สามารถขาดได้เลย เพราะมีความสำคัญต่อการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกาย กล่าวคือ ถ้าขาดสารอาหารพวกนี้ไป ร่างกายก็จะผิดปกติไป ทั้งๆ ที่ปริมาณที่จำเป็นต่อสุขภาพต่อวันมีจำนวนเล็กน้อยเท่านั้นเอง

         สังกะสี จัดเป็นแร่ธาตุในกลุ่มแร่ธาตุปริมาณน้อย (Trace Minerals) มีชื่ออีกอย่างว่า ซิงค์ (Zinc) สัญลักษณ์ทางเคมี คือ Zn ประมาณร้อยละ 90 ของสังกะสี ในร่างกายอยู่ที่กระดูกและกล้ามเนื้อ อีกร้อยละ 10 อยู่ที่ ตับอ่อน ตับ เลือด โดยส่วนที่อยู่ในเม็ดเลือดนั้น ร้อยละ 80 อยู่ในเม็ดเลือดแดง และร้อยละ 20 อยู่ในน้ำเลือด ส่วนใหญ่ของ สังกะสี ที่รับประทานเข้าไปจะถูกขับถ่ายออกทางอุจจาระ ซึ่งเป็นผลรวมของ สังกะสี ที่บริโภคเข้าไปแล้วไม่ถูกดูดซึมจากน้ำย่อยของลำไส้เล็ก นอกจากนี้ร่างกายยังขับถ่าย สังกะสี ออกทางปัสสาวะโดยจับกับ กรดอะมิโน ได้อีกด้วย ซึ่งในคนปกติจะขับถ่าย สังกะสี ออกประมาณวันละ 300 – 600 ไมโครกรัม

- ประโยชน์ของสังกะสี
 
         สังกะสี มีลักษณะเหมือนกับแร่ธาตุและ วิตามิน อื่นๆ คือ เป็นสารอาหารทีไม่ให้พลังงาน แต่ทำหน้าที่เป็นเพียงตัวกำกับการทำงานของร่างกาย มีบทบาทสำคัญในการสังเคราะห์กรดนิวคลิอิก และโปรตีนเอนไซม์ในร่างกายมากกว่า 100 ชนิด อาจกล่าวได้ว่าเอนไซม์ที่เป็นสารสำคัญในการเกิดปฏิกิริยาภายในร่างกายเกือบ ทุกชนิดต้องการ สังกะสี เป็นส่วนประกอบจึงจะทำหน้าที่ได้ดี ดังนั้น สังกะสี จึงมีความสำคัญต่อการทำงานของทุกอวัยวะในร่างกายเรา โดยอาจสรุปขบวนการที่ สังกะสี มีส่วนร่วมในการทำงานในร่างกายมนุษย์ได้ดังต่อไปนี้

 
      1. สังกะสี เป็นส่วนหนึ่งของเอ็นไซม์แอลกอฮอล์ดีไฮโดรจีเนส (Alcohol Dehydrogenase) ซึ่งเอ็นไซม์นี้มีหน้าที่ในการกำจัดแอลกอฮอล์ ซึ่งถือเป็นสารพิษในตับ (Liver)
 

      2. สังกะสี ร่วมทำงานกับ เอ็นไซม์ แลคเตตและมาเลตดีไฮโดรจีเนส (Latate and Malate Dehydrogenase) ซึ่งเป็นเอ็นไซม์ที่ร่างกายใช้ในขบวนการสร้างกำลังงาน
 

      3. สังกะสี มีส่วนร่วมทำงานกับเอ็นไซม์ อัลคาไลน์ ฟอสฟาเตส (Alkaline Phosphatase) ซึ่งจำเป็นในขบวนการสร้างกระดูกและฟัน

      4. สังกะสี เป็นส่วนหนึ่งของเอ็นไซม์ซูเปอร์อ๊อกไซด์ ดิสมิวเทส (Superoxide Dismutase; SOD) ซึ่งเป็นสารต้านปฏิกิริยาอ๊อกซิเดชั่น (Potent Anti-oxidants) ที่มีอยู่ในร่างกาย

      5. สังกะสี เป็นส่วนหนึ่งของเอ็นไซม์ คาร์บอร์นิคแอนไฮเดรส (Carbonic Anhydrase) ซึ่งพบว่าเอ็นไซม์นี้มีส่วนเกี่ยวข้องในการทำงานอย่างสมดุลของระบบประสาท สมอง

      6. สังกะสี จำเป็นสำหรับการสังเคราะห์โปรตีนและสร้าง คอลลาเจน มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการเจริญเติบโตของเด็ก

      7. สังกะสี ช่วยให้เซลล์สามารถจับกับวิตามิน เอ (Vitamin A) ไว้ได้ดีขึ้น และช่วยให้เซลล์สามารถนำเอาวิตามินเอไปใช้ประโยชน์ได้ดีขึ้นด้วย ซึ่งช่วยทำให้เซลล์ผิวพรรณที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ๆ มีสุขภาพดี และพบว่ายังเกี่ยวข้องกับการรักษาสมดุลของปริมาณไขมันในผิวหนัง และควบคุมปัญหาการเกิดสิวจากการอุดตันของไขมันได้ด้วย

      8. สังกะสี มีส่วนสำคัญในขบวนการสร้างกรดนิวคลีอิค (Nucleic acid) ทั้งดีเอ็นเอ (DNA) และอาร์เอ็นเอ (RNA) ซึ่งพบว่าในระยะที่ร่างกายต้องการสร้างเซลล์ใหม่ๆ ไม่ว่าหลังผ่าตัด, เป็นแผลต่างๆ ยิ่งจำเป็นต้องมีขบวนการนี้มากขึ้นเสมอ

      9. สังกะสี ยังช่วยในการปรับปรุงการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยเฉพาะควบคุมการทำงานของเม็ดเลือดขาวชนิด ทีลิมโฟไซต์ (T-lymphocyte) ให้ทำงานป้องกันเชื้อโรคแปลกปลอมได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
 

     10. สังกะสี มีความสำคัญต่อการควบคุมการทำงานของฮอร์โมนอินซูลิน (Insulin) และควบคุมการทำงานของอวัยวะรับสัมผัส (Taste Sensation) ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
 

     11. สังกะสี จำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตและการเจริญของระบบสืบพันธุ์ และช่วยให้ต่อมลูกหมากทำหน้าที่ได้ถูกต้อง ป้องกันการเป็นหมัน

- ปริมาณความต้องการสังกะสี
 
        จากคุณสมบัติของ สังกะสี ข้างต้น แสดงให้เห็นว่าในกระบวนการทำงานเกือบทุกระบบในร่างกายล้วนแต่ต้องการ สังกะสี เป็นส่วนประกอบในการทำงานด้วยกันทั้งนั้น จึงนับได้ว่า สังกะสี เป็นแร่ธาตที่ร่างกายต้องการเป็นประจำไม่สามารถขาดได้เลย โดยปริมาณความต้องการ สังกะสี ของแต่ละคนจะแตกต่างกันตามเพศ วัย และภาวะของร่างกาย ซึ่งประเทศสหรัฐอเมริการได้ทำการวิจัยและกำหนดความต้องการ สังกะสี (Zinc) ปกติของมนุษย์ไว้ตามตารางข้างล่างนี้

            -  ปริมาณ สังกะสี ที่แนะนำให้รับประทานในแต่ละวัน (Daily RDAs For Zinc)

            -  อายุน้อยกว่า 1 ปี ปริมาณที่แนะนำ 3 – 5 มิลลิกรัม/วัน

            -  อายุ 1 –10 ปี ปริมาณที่แนะนำ 10 มิลลิกรัม/วัน

            -  อายุ 11 ปีขึ้นไป ปริมาณที่แนะนำ 15 มิลลิกรัม/วัน

            -  สตรีในระยะตั้งครรภ์ ปริมาณที่แนะนำ 20 – 25 มิลลิกรัม/วัน

            -  สตรีในระยะให้นมบุตร ปริมาณที่แนะนำ 25 – 30 มิลลิกรัม/วัน

- แหล่งของสังกะสี
 
        สำหรับร่างกายมนุษย์แล้วไม่สามารถสร้างหรือสังเคราะห์ สังกะสี ได้ขึ้นเอง จำเป็นต้องบริโภคอาหารเพื่อให้ได้รับสารดังกล่าว ซึ่งแหล่งอาหารตามธรรมชาติที่มีปริมาณ สังกะสี สูง ได้แก่ เนื้อสัตว์ ตับ อาหารทะเลโดยเฉพาะหอยนางรม เป็นแหล่ง สังกะสี ที่ดี เพราะดูดซึมง่ายกว่าพวกพืชผัก โดยมีการวิจัยพบว่าอาหารจำพวกเนื้อเมื่อถูกย่อยเป็น กรดอะมิโนจะมีส่วนช่วยให้ร่างกายดูดซึม สังกะสี ได้ดีขึ้น โดยธัญพืชประเภท ข้าว ข้าวโพด มี สังกะสี อยู่ปริมาณน้อย ส่วนผัก ผลไม้แทบไม่มีปริมาณ สังกะสี อยู่เลย ซึ่งปริมาณ สังกะสี ในอาหารที่บริโภคประจำวันมีดังนี้

           -  เนื้อสัตว์ อาหารทะเล 1.5 – 4 มิลลิกรัม/100 กรัม
 
           -  หอยนางรม 75 มิลลิกรัม/100 กรัม
 
           -  ตับ 4 – 7 มิลลิกรัม/100 กรัม
 
           -  ไข่แดง 1.5 มิลลิกรัม/100 กรัม
 
           -  น้ำนมวัว 0.4 มิลลิกรัม/100 กรัม
 
           -  น้ำนมแม่ 0.1 – 0.4 มิลลิกรัม/100 กรัม
 
           -  ธัญพืช 0.4 – 1 มิลลิกรัม/100 กรัม
 
           -  ถั่ว 0.6 - 3 มิลลิกรัม/100 กรัม

        โดยในการบริโภคอาหารประจำวัน เราควรเลือกรับประทานอาหารที่ให้ปริมาณ สังกะสี เพียงพอต่อร่างกายในแต่ละวัน อย่างไรก็ตามในการดำเนินชีวิตประจำวันปกติของเราทุกวันนี้ ยังมีปัจจัยหลายประการที่ทำให้ร่างกายได้รับปริมาณ สังกะสี ไม่เพียงพอได้ตลอดเวลา ปัจจัยดังกล่าว ได้แก่
 

      1. การรับประทานอาหารที่ไม่ถูกต้อง เช่น อาหารที่มีปริมาณ สังกะสี ต่ำ, อาหารที่มีแร่ธาตุทองแดง (Copper) มากเกินไป, พวก ไฟเบอร์, ไฟเตต (Phytates), แอลกอฮอล์ (Alcohol), ฟอสเฟต (Phosphate) เพราะสารเหล่านี้จะไปลดการดูดซึม สังกะสี ผ่านผนังลำไส้ของคนเราได้

      2. อายุที่มากขึ้น (Aging) ประสิทธิภาพการดูดซึม สังกะสี ลดลง
 

      3. หญิงในระยะตั้งครรภ์ (Pregnant) ต้องการ สังกะสี มากเป็นพิเศษ
 

      4. การรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดเป็นเวลานาน ทำให้ขาดธาตุ สังกะสี ได้
 

   5. ภาวะโรคต่างๆ ที่ต้องการแร่ธาตุ สังกะสี เป็นพิเศษ เช่น การติดเชื้อเรื้อรัง (Chronic infections) พิษสุราเรื้อรัง (Alcoholism) ผิวหนังอักเสบ (Psoriasis) ตับแข็ง (Cirrhosis)
 

   6. โรคพันธุกรรม ที่ทำให้การดูดซึม สังกะสี ไม่ดี พบในเด็กเล็ก เรียกว่า Acrodermatitis Enteropathica (โรคผิวหนังอักเสบ และผิดปกติทางจิตใจ)

อาการขาดสังกะสี
 
ซึ่งถ้าร่างกายมีอาการขาดแร่ธาตุ สังกะสี เป็นเวลานาน จะเป็นผลให้เกิดอาการต่างๆ มากมาย ดังนี้
 

      1. การเจริญเติบโตในเด็กล่าช้า ตัวเล็ก แคระแกรน หรือหยุดชะงักเป็นหนุ่มเป็นสาว
 

    2. ผิวหนังมีการอักเสบ โดยระยะแรกจะเป็นรอบปาก และอวัยวะเพศ ต่อมาจะลามไปที่แขนและขา เริ่มแรกอาจเป็นแค่ผื่นแดง ต่อมาจะมีลักษณะเป็นเม็ดพุพอง
 

      3. ระบบทางเดินอาหาร ทำให้มีอาการเบื่ออาหาร การรู้รสลดน้อยลง
 

    4. ระบบประสาท อาจมีอาการซึมเศร้า หงุดหงิด ขาดสมาธิ เหม่อลอย และมีอาการตาบอดแสงได้
 

      5. ระบบต่อมไร้ท่อ คือ ทำให้อวัยวะเพศเด็กเล็ก ไม่โตขึ้นตามวัย
 

      6. มีอาการผมร่วง แตกปลาย เล็บเปราะ ผิวแห้ง

     จะเห็นได้ว่าประโยชน์ของธาตุ สังกะสี มีมากมายต่อร่างกายคนเรา แต่อย่างไรก็ตามในการบริโภค สังกะสี ควรกระทำในขนาดพอดี เหมาะสมแก่วัยและสภาวะ โดยถ้าร่างกายคนเราได้รับปริมาณ สังกะสี ที่มากเกินพอดี จะก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพได้ ซึ่งโทษของการได้รับ สังกะสี มากเกินไปจะก่อให้เกิดอาการต่างๆ ดังนี้
 
      1. ภูมิคุ้มกันร่างกายเสื่อม และ สังกะสี ยังขัดขวางไม่ให้ร่างกายใช้ธาตุทองแดงได้เต็มที่เป็นผลให้ระดับทองแดงใน เลือดต่ำ ทำให้เกิดอาการซีด เม็ดเลือดขาวต่ำ

     2. โดยถ้าร่างกายได้รับ สังกะสี เกินกว่า 2 กรัมขึ้นไป จะเกิดอาการระคายเคืองต่อระบบทางเดินอาหารแบบเฉียบพลัน ทำให้ปวดท้อง และอาเจียนได้
 

    3. ในกรณีที่บริโภคมากกว่าวันละ 100 มก. เป็นเวลานานจะทำให้ระดับไขมัน HDL (High-density lipoprotein) ซึ่งเป็นไขมันชั้นดีลดลง

        โดยสรุปแล้วถึงแม้ว่า สังกะสี จะเป็นแร่ธาตุกลุ่มที่ร่างกายต้องการเพียงเล็กน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับแร่ ธาตุอื่น แต่ความสำคัญต่อร่างกายมิได้มีเพียงเล็กน้อยแต่อย่างใด กลับเป็นแร่ธาตุที่สำคัญยิ่งต่อกระบวนการทำงานทุกๆ ระบบของร่างกาย โดยแหล่งอาหารธรรมชาติที่มีปริมาณ สังกะสี สูง คือ อาหารจำพวกเนื้อสัตว์ และอาหารทะเล เมื่อใดก็ตามที่ร่างกายได้รับ สังกะสี ไม่เพียงพอก็จะก่อให้เกิดอาการเจ็บป่วยหรือโรคต่างๆ ได้มากมาย ในขณะเดียวกันถ้าร่างกายได้รับ สังกะสี เป็นปริมาณที่เกินพอดีก็จะก่อโทษให้กับร่างกายได้เช่นเดียวกัน ดังนั้นควรเลือกเดินทางสายกลาง บริโภคอาหารที่ให้แร่ธาตุ สังกะสี ในปริมาณที่พอเพียงเหมาะสมต่อร่างกาย นอกจากจะไม่ต้องเผชิญกับโรคที่เกี่ยวกับการขาดธาตุสังกะสีแล้ว ยังมีประโยชน์ช่วยป้องกันโรคอื่นๆ ได้อีกด้วย

Twitter Delicious Facebook Digg Stumbleupon Favorites More

 
Design by Free WordPress Themes | Bloggerized by Lasantha - Premium Blogger Themes | Facebook Themes