Thai Language English Language

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สารอาหาร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สารอาหาร แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2555

Health Life 2 You - สารอาหาร 16. สังกะสี สารต้านมะเร็ง

16. สังกะสี  ( Zinc ) 

    เป็นแร่ธาตุที่ร่างกายต้องการน้อย แต่ขาดไม่ได้นะค่ะ ถ้าสามารถตรวจดูธาตุต่างๆ ในตัวเราจะพบว่าสังกะสีมีมากรองจากเหล็ก สังกะสีมีความสำคัญในการควบคุมการถ่ายทอดพันธุกรรมของเซลล์ต่างๆ ระบบประสาท ภูมิคุ้มกัน และปกป้องเราจากฟรีแรดิคัล ด้วยการช่วยเม็ดเลือดขาวทำงานต้านเชื้อโรคและช่วยชะลอความชรา

       ามารถพบสังกะสีได้ในอาหารหลายชนิด เช่น อาหารทะเล โดยเฉพาะหอยนางรมมีสังกะสีสูงในผักผักผลไม้ก็มี เช่น ข้าวกล้อง เมล็ดทานตะวัน ถั่วเขียว ผักโขม มะม่วง แอ๊ปเปิ้ล สับปะรด ฯลฯ


- สังกะสีคืออะไร 

       ปกติทั่วไปร่างกายมนุษย์ต้องการสารอาหารหลัก 5 หมู่ คือ โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน วิตามินและเกลือแร่ ในสัดส่วนที่เหมาะสมเพื่อให้การทำงานของร่างกายเป็นปกติ โดยเกลือแร่หรือแร่ธาตุนั้นเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายรองจาก น้ำ ไขมัน และโปรตีน ซึ่งแร่ธาตุที่จำเป็นสำหรับองค์ประกอบที่ดีของชีวิตสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ประเภทแรกคือ แร่ธาตุปริมาณมาก (Macro Minerals) ใช้เรียกแร่ธาตุที่ร่างกายต้องการมากกว่า 100 มิลลิกรัมต่อวัน เช่นแคลเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แมกนีเซียม เป็นต้น โดยจะพบแคลเซียมในร่างกายมากที่สุด รองลงมาเป็นฟอสฟอรัส ส่วนแร่ธาตุประเภทที่สอง คือ แร่ธาตุปริมาณน้อย (Trace Minerals) โดยแร่ธาตุกลุ่มนี้ร่างกายต้องการเพียงเล็กน้อย แต่ไม่สามารถขาดได้เลย เพราะมีความสำคัญต่อการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกาย กล่าวคือ ถ้าขาดสารอาหารพวกนี้ไป ร่างกายก็จะผิดปกติไป ทั้งๆ ที่ปริมาณที่จำเป็นต่อสุขภาพต่อวันมีจำนวนเล็กน้อยเท่านั้นเอง

         สังกะสี จัดเป็นแร่ธาตุในกลุ่มแร่ธาตุปริมาณน้อย (Trace Minerals) มีชื่ออีกอย่างว่า ซิงค์ (Zinc) สัญลักษณ์ทางเคมี คือ Zn ประมาณร้อยละ 90 ของสังกะสี ในร่างกายอยู่ที่กระดูกและกล้ามเนื้อ อีกร้อยละ 10 อยู่ที่ ตับอ่อน ตับ เลือด โดยส่วนที่อยู่ในเม็ดเลือดนั้น ร้อยละ 80 อยู่ในเม็ดเลือดแดง และร้อยละ 20 อยู่ในน้ำเลือด ส่วนใหญ่ของ สังกะสี ที่รับประทานเข้าไปจะถูกขับถ่ายออกทางอุจจาระ ซึ่งเป็นผลรวมของ สังกะสี ที่บริโภคเข้าไปแล้วไม่ถูกดูดซึมจากน้ำย่อยของลำไส้เล็ก นอกจากนี้ร่างกายยังขับถ่าย สังกะสี ออกทางปัสสาวะโดยจับกับ กรดอะมิโน ได้อีกด้วย ซึ่งในคนปกติจะขับถ่าย สังกะสี ออกประมาณวันละ 300 – 600 ไมโครกรัม

- ประโยชน์ของสังกะสี
 
         สังกะสี มีลักษณะเหมือนกับแร่ธาตุและ วิตามิน อื่นๆ คือ เป็นสารอาหารทีไม่ให้พลังงาน แต่ทำหน้าที่เป็นเพียงตัวกำกับการทำงานของร่างกาย มีบทบาทสำคัญในการสังเคราะห์กรดนิวคลิอิก และโปรตีนเอนไซม์ในร่างกายมากกว่า 100 ชนิด อาจกล่าวได้ว่าเอนไซม์ที่เป็นสารสำคัญในการเกิดปฏิกิริยาภายในร่างกายเกือบ ทุกชนิดต้องการ สังกะสี เป็นส่วนประกอบจึงจะทำหน้าที่ได้ดี ดังนั้น สังกะสี จึงมีความสำคัญต่อการทำงานของทุกอวัยวะในร่างกายเรา โดยอาจสรุปขบวนการที่ สังกะสี มีส่วนร่วมในการทำงานในร่างกายมนุษย์ได้ดังต่อไปนี้

 
      1. สังกะสี เป็นส่วนหนึ่งของเอ็นไซม์แอลกอฮอล์ดีไฮโดรจีเนส (Alcohol Dehydrogenase) ซึ่งเอ็นไซม์นี้มีหน้าที่ในการกำจัดแอลกอฮอล์ ซึ่งถือเป็นสารพิษในตับ (Liver)
 

      2. สังกะสี ร่วมทำงานกับ เอ็นไซม์ แลคเตตและมาเลตดีไฮโดรจีเนส (Latate and Malate Dehydrogenase) ซึ่งเป็นเอ็นไซม์ที่ร่างกายใช้ในขบวนการสร้างกำลังงาน
 

      3. สังกะสี มีส่วนร่วมทำงานกับเอ็นไซม์ อัลคาไลน์ ฟอสฟาเตส (Alkaline Phosphatase) ซึ่งจำเป็นในขบวนการสร้างกระดูกและฟัน

      4. สังกะสี เป็นส่วนหนึ่งของเอ็นไซม์ซูเปอร์อ๊อกไซด์ ดิสมิวเทส (Superoxide Dismutase; SOD) ซึ่งเป็นสารต้านปฏิกิริยาอ๊อกซิเดชั่น (Potent Anti-oxidants) ที่มีอยู่ในร่างกาย

      5. สังกะสี เป็นส่วนหนึ่งของเอ็นไซม์ คาร์บอร์นิคแอนไฮเดรส (Carbonic Anhydrase) ซึ่งพบว่าเอ็นไซม์นี้มีส่วนเกี่ยวข้องในการทำงานอย่างสมดุลของระบบประสาท สมอง

      6. สังกะสี จำเป็นสำหรับการสังเคราะห์โปรตีนและสร้าง คอลลาเจน มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการเจริญเติบโตของเด็ก

      7. สังกะสี ช่วยให้เซลล์สามารถจับกับวิตามิน เอ (Vitamin A) ไว้ได้ดีขึ้น และช่วยให้เซลล์สามารถนำเอาวิตามินเอไปใช้ประโยชน์ได้ดีขึ้นด้วย ซึ่งช่วยทำให้เซลล์ผิวพรรณที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ๆ มีสุขภาพดี และพบว่ายังเกี่ยวข้องกับการรักษาสมดุลของปริมาณไขมันในผิวหนัง และควบคุมปัญหาการเกิดสิวจากการอุดตันของไขมันได้ด้วย

      8. สังกะสี มีส่วนสำคัญในขบวนการสร้างกรดนิวคลีอิค (Nucleic acid) ทั้งดีเอ็นเอ (DNA) และอาร์เอ็นเอ (RNA) ซึ่งพบว่าในระยะที่ร่างกายต้องการสร้างเซลล์ใหม่ๆ ไม่ว่าหลังผ่าตัด, เป็นแผลต่างๆ ยิ่งจำเป็นต้องมีขบวนการนี้มากขึ้นเสมอ

      9. สังกะสี ยังช่วยในการปรับปรุงการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยเฉพาะควบคุมการทำงานของเม็ดเลือดขาวชนิด ทีลิมโฟไซต์ (T-lymphocyte) ให้ทำงานป้องกันเชื้อโรคแปลกปลอมได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
 

     10. สังกะสี มีความสำคัญต่อการควบคุมการทำงานของฮอร์โมนอินซูลิน (Insulin) และควบคุมการทำงานของอวัยวะรับสัมผัส (Taste Sensation) ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
 

     11. สังกะสี จำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตและการเจริญของระบบสืบพันธุ์ และช่วยให้ต่อมลูกหมากทำหน้าที่ได้ถูกต้อง ป้องกันการเป็นหมัน

- ปริมาณความต้องการสังกะสี
 
        จากคุณสมบัติของ สังกะสี ข้างต้น แสดงให้เห็นว่าในกระบวนการทำงานเกือบทุกระบบในร่างกายล้วนแต่ต้องการ สังกะสี เป็นส่วนประกอบในการทำงานด้วยกันทั้งนั้น จึงนับได้ว่า สังกะสี เป็นแร่ธาตที่ร่างกายต้องการเป็นประจำไม่สามารถขาดได้เลย โดยปริมาณความต้องการ สังกะสี ของแต่ละคนจะแตกต่างกันตามเพศ วัย และภาวะของร่างกาย ซึ่งประเทศสหรัฐอเมริการได้ทำการวิจัยและกำหนดความต้องการ สังกะสี (Zinc) ปกติของมนุษย์ไว้ตามตารางข้างล่างนี้

            -  ปริมาณ สังกะสี ที่แนะนำให้รับประทานในแต่ละวัน (Daily RDAs For Zinc)

            -  อายุน้อยกว่า 1 ปี ปริมาณที่แนะนำ 3 – 5 มิลลิกรัม/วัน

            -  อายุ 1 –10 ปี ปริมาณที่แนะนำ 10 มิลลิกรัม/วัน

            -  อายุ 11 ปีขึ้นไป ปริมาณที่แนะนำ 15 มิลลิกรัม/วัน

            -  สตรีในระยะตั้งครรภ์ ปริมาณที่แนะนำ 20 – 25 มิลลิกรัม/วัน

            -  สตรีในระยะให้นมบุตร ปริมาณที่แนะนำ 25 – 30 มิลลิกรัม/วัน

- แหล่งของสังกะสี
 
        สำหรับร่างกายมนุษย์แล้วไม่สามารถสร้างหรือสังเคราะห์ สังกะสี ได้ขึ้นเอง จำเป็นต้องบริโภคอาหารเพื่อให้ได้รับสารดังกล่าว ซึ่งแหล่งอาหารตามธรรมชาติที่มีปริมาณ สังกะสี สูง ได้แก่ เนื้อสัตว์ ตับ อาหารทะเลโดยเฉพาะหอยนางรม เป็นแหล่ง สังกะสี ที่ดี เพราะดูดซึมง่ายกว่าพวกพืชผัก โดยมีการวิจัยพบว่าอาหารจำพวกเนื้อเมื่อถูกย่อยเป็น กรดอะมิโนจะมีส่วนช่วยให้ร่างกายดูดซึม สังกะสี ได้ดีขึ้น โดยธัญพืชประเภท ข้าว ข้าวโพด มี สังกะสี อยู่ปริมาณน้อย ส่วนผัก ผลไม้แทบไม่มีปริมาณ สังกะสี อยู่เลย ซึ่งปริมาณ สังกะสี ในอาหารที่บริโภคประจำวันมีดังนี้

           -  เนื้อสัตว์ อาหารทะเล 1.5 – 4 มิลลิกรัม/100 กรัม
 
           -  หอยนางรม 75 มิลลิกรัม/100 กรัม
 
           -  ตับ 4 – 7 มิลลิกรัม/100 กรัม
 
           -  ไข่แดง 1.5 มิลลิกรัม/100 กรัม
 
           -  น้ำนมวัว 0.4 มิลลิกรัม/100 กรัม
 
           -  น้ำนมแม่ 0.1 – 0.4 มิลลิกรัม/100 กรัม
 
           -  ธัญพืช 0.4 – 1 มิลลิกรัม/100 กรัม
 
           -  ถั่ว 0.6 - 3 มิลลิกรัม/100 กรัม

        โดยในการบริโภคอาหารประจำวัน เราควรเลือกรับประทานอาหารที่ให้ปริมาณ สังกะสี เพียงพอต่อร่างกายในแต่ละวัน อย่างไรก็ตามในการดำเนินชีวิตประจำวันปกติของเราทุกวันนี้ ยังมีปัจจัยหลายประการที่ทำให้ร่างกายได้รับปริมาณ สังกะสี ไม่เพียงพอได้ตลอดเวลา ปัจจัยดังกล่าว ได้แก่
 

      1. การรับประทานอาหารที่ไม่ถูกต้อง เช่น อาหารที่มีปริมาณ สังกะสี ต่ำ, อาหารที่มีแร่ธาตุทองแดง (Copper) มากเกินไป, พวก ไฟเบอร์, ไฟเตต (Phytates), แอลกอฮอล์ (Alcohol), ฟอสเฟต (Phosphate) เพราะสารเหล่านี้จะไปลดการดูดซึม สังกะสี ผ่านผนังลำไส้ของคนเราได้

      2. อายุที่มากขึ้น (Aging) ประสิทธิภาพการดูดซึม สังกะสี ลดลง
 

      3. หญิงในระยะตั้งครรภ์ (Pregnant) ต้องการ สังกะสี มากเป็นพิเศษ
 

      4. การรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดเป็นเวลานาน ทำให้ขาดธาตุ สังกะสี ได้
 

   5. ภาวะโรคต่างๆ ที่ต้องการแร่ธาตุ สังกะสี เป็นพิเศษ เช่น การติดเชื้อเรื้อรัง (Chronic infections) พิษสุราเรื้อรัง (Alcoholism) ผิวหนังอักเสบ (Psoriasis) ตับแข็ง (Cirrhosis)
 

   6. โรคพันธุกรรม ที่ทำให้การดูดซึม สังกะสี ไม่ดี พบในเด็กเล็ก เรียกว่า Acrodermatitis Enteropathica (โรคผิวหนังอักเสบ และผิดปกติทางจิตใจ)

อาการขาดสังกะสี
 
ซึ่งถ้าร่างกายมีอาการขาดแร่ธาตุ สังกะสี เป็นเวลานาน จะเป็นผลให้เกิดอาการต่างๆ มากมาย ดังนี้
 

      1. การเจริญเติบโตในเด็กล่าช้า ตัวเล็ก แคระแกรน หรือหยุดชะงักเป็นหนุ่มเป็นสาว
 

    2. ผิวหนังมีการอักเสบ โดยระยะแรกจะเป็นรอบปาก และอวัยวะเพศ ต่อมาจะลามไปที่แขนและขา เริ่มแรกอาจเป็นแค่ผื่นแดง ต่อมาจะมีลักษณะเป็นเม็ดพุพอง
 

      3. ระบบทางเดินอาหาร ทำให้มีอาการเบื่ออาหาร การรู้รสลดน้อยลง
 

    4. ระบบประสาท อาจมีอาการซึมเศร้า หงุดหงิด ขาดสมาธิ เหม่อลอย และมีอาการตาบอดแสงได้
 

      5. ระบบต่อมไร้ท่อ คือ ทำให้อวัยวะเพศเด็กเล็ก ไม่โตขึ้นตามวัย
 

      6. มีอาการผมร่วง แตกปลาย เล็บเปราะ ผิวแห้ง

     จะเห็นได้ว่าประโยชน์ของธาตุ สังกะสี มีมากมายต่อร่างกายคนเรา แต่อย่างไรก็ตามในการบริโภค สังกะสี ควรกระทำในขนาดพอดี เหมาะสมแก่วัยและสภาวะ โดยถ้าร่างกายคนเราได้รับปริมาณ สังกะสี ที่มากเกินพอดี จะก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพได้ ซึ่งโทษของการได้รับ สังกะสี มากเกินไปจะก่อให้เกิดอาการต่างๆ ดังนี้
 
      1. ภูมิคุ้มกันร่างกายเสื่อม และ สังกะสี ยังขัดขวางไม่ให้ร่างกายใช้ธาตุทองแดงได้เต็มที่เป็นผลให้ระดับทองแดงใน เลือดต่ำ ทำให้เกิดอาการซีด เม็ดเลือดขาวต่ำ

     2. โดยถ้าร่างกายได้รับ สังกะสี เกินกว่า 2 กรัมขึ้นไป จะเกิดอาการระคายเคืองต่อระบบทางเดินอาหารแบบเฉียบพลัน ทำให้ปวดท้อง และอาเจียนได้
 

    3. ในกรณีที่บริโภคมากกว่าวันละ 100 มก. เป็นเวลานานจะทำให้ระดับไขมัน HDL (High-density lipoprotein) ซึ่งเป็นไขมันชั้นดีลดลง

        โดยสรุปแล้วถึงแม้ว่า สังกะสี จะเป็นแร่ธาตุกลุ่มที่ร่างกายต้องการเพียงเล็กน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับแร่ ธาตุอื่น แต่ความสำคัญต่อร่างกายมิได้มีเพียงเล็กน้อยแต่อย่างใด กลับเป็นแร่ธาตุที่สำคัญยิ่งต่อกระบวนการทำงานทุกๆ ระบบของร่างกาย โดยแหล่งอาหารธรรมชาติที่มีปริมาณ สังกะสี สูง คือ อาหารจำพวกเนื้อสัตว์ และอาหารทะเล เมื่อใดก็ตามที่ร่างกายได้รับ สังกะสี ไม่เพียงพอก็จะก่อให้เกิดอาการเจ็บป่วยหรือโรคต่างๆ ได้มากมาย ในขณะเดียวกันถ้าร่างกายได้รับ สังกะสี เป็นปริมาณที่เกินพอดีก็จะก่อโทษให้กับร่างกายได้เช่นเดียวกัน ดังนั้นควรเลือกเดินทางสายกลาง บริโภคอาหารที่ให้แร่ธาตุ สังกะสี ในปริมาณที่พอเพียงเหมาะสมต่อร่างกาย นอกจากจะไม่ต้องเผชิญกับโรคที่เกี่ยวกับการขาดธาตุสังกะสีแล้ว ยังมีประโยชน์ช่วยป้องกันโรคอื่นๆ ได้อีกด้วย

วันอาทิตย์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2555

Health Life 2 You - สารอาหาร 15. กรดโฟลิก สารต้านมะเร็ง

15. กรดโฟลิก  ( Folic Acid )

         ได้ยินบ่อยๆ ว่ามีความสำคัญต่อสมองของทารกในครรภ์ แต่ประโยชน์มีมากกว่านั้นค่ะ ที่เราให้ความสนใจก็ เพราะช่วยป้องกันมะเร็งได้ด้วย

         นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า กรดโฟลิกดูแลดีเอ็นเอของเราอยู่ การมีกรดโฟลิกต่ำจะทำให้เซลล์ที่เกิดใหม่ไม่ลอกแบบให้เหมือนเซลล์เก่า แต่ทำตัวผิดเพี้ยนไปกลายเป็นเซลล์มะเร็งได้ พบว่าคนที่มีเซลล์มะเร็งปากมดลูกและมะเร็งปอดระยะเริ่มต้นจะมีระดับกรดโฟลิกในเลือดต่ำ

         กรดโฟลิกหาได้ง่ายมากๆ ในอาหารประจำวัน เช่น ผักโขม บรอกโคลี ถั่วแดง ส้ม ฯลฯ การกินผักผลไม้ให้ได้โฟลิกเต็มๆ ควรกินผักสด เพราะโฟลิกจะหายไปเกือบตรึ่งหากปรุงด้วยความร้อนสูง

- กรดโฟลิคคืออะไร ?

          กรดโฟลิค ( Folic acid ) เป็นสารอาหารในกลุ่มวิตามิน บี ที่ละลายน้ำ ซึ่งอาจอยู่ในรูป สารประกอบชนิดอื่น ๆ และมีชื่อเรียกแตกต่างกันไป เช่น โฟเลต (Folate) โฟลาซิน (Folacin) เป็นต้น กรดโฟลิคมีหน้าที่ในการสังเคราะห์สารพันธุกรรม (DNA) ให้คงรูปโครโมโซม ควบคุมการสร้างกรด อะมิโน (Amino acids) ซึ่งเป็นหน่วยที่เล็กที่สุดของโปรตีน จำเป็นต่อการแบ่งตัวของเซลล์และการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อต่าง ๆ นอกจากนี้ ยังมีหน้าที่ในการสร้างและการแก่ตัวของเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาวในไขกระดูก กรดโฟลิคเมื่อเข้าสู่ร่างกายจะถูกดูดซึมที่บริเวณลำไส้เล็ก จากนั้นจะถูกส่งไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายและสุดท้ายจะถูกขับออกจากร่างกายไปกับปัสสาวะในรูปของโฟเลท

- ใครกันที่เสี่ยงต่อการขาดกรดโฟลิค

         กลุ่ม ที่เสี่ยงต่อการขาดกรดโฟลิคมากที่สุด คือ หญิงตั้งครรภ์ คนที่รับประทาน กรดโฟลิค ไม่เพียงพอ กลุ่มทารก เด็กที่กำลังเจริญเติบโตและผู้หญิงที่รับประทานยาคุมกำเนิดเป็นเวลานาน ๆ
อาการแสดงสำคัญของการขาดกรดโฟลิค

         1. โลหิตจางที่มีขนาดเม็ดเลือดแดงใหญ่กว่าปกติ ( Megaloblastic Anemia ) ภาวะโลหิตจางชนิดนี้เกิดขึ้นเพราะมีการปล่อยเม็ดเลือดแดงที่ยังไม่โตเต็มที่ ออกมาในกระแสเลือด เนื่องจากมีเม็ดเลือดแดงที่ไม่โตเต็มที่ไม่เพียงพอ (เม็ดเลือดแดงที่โตไม่เต็มที่ จะมีขนาดใหญ่กว่าเม็ดเลือดแดงปกติที่โตเต็มที่แล้ว)

         2. ความพิการทางสมอง ( Neural tube defect ) เป็นความผิดปกติในการสร้าง หลอดประสาท มีผลต่อไขสันหลังและสมอง เกิดขึ้นในระยะแรกของการพัฒนาเป็นตัวอ่อนในครรภ์ ในช่วงนี้มีการเปลี่ยนแปลงในตัวอ่อน เพื่อพัฒนาเป็นไขสันหลัง ประสาทและสมอง ขณะเดียวกันกระดูกส่วนสันหลังจะค่อย ๆ เจริญออกมาล้อมรอบไขสันหลัง ซึ่งในช่วงที่ร่างกายกำลังพัฒนานี้ เกิดความผิดปกติขึ้น จะทำให้เกิดปัญหาได้ ภาวะรุนแรงที่สุด คือ สมองทั้งหมดขาดหายไป (Anencephaly) ที่พบบ่อยที่สุด คือ กระดูก สันหลังไม่ยื่นมาเชื่อมเป็นวงแหวน เพื่อจะโอบล้อมไขสันหลัง ทำให้ของเหลวในไขสันหลังดันช่องกระดูก สันหลังที่ปิดไม่สนิทนี้โป่งออกมา เรียกว่า Spina Bifida ซึ่งความพิการทางสมองนี้ เกิดจากการขาดกรดโฟลิคในช่วงก่อนตั้งครรภ์และช่วงแรกของการตั้งครรภ์

         3. ภาวะมีสารโฮโมซีสเตอีนสูงเกินปกติ ( Homocysteinemia ) ภาวะนี้เกิดเนื่องจาก การเพิ่มขึ้นของปริมาณสารโฮโมซีสเตอีนในกระแสเลือด เชื่อว่าโฮโมซีสเตอีนนี้ จะยับยั้ง Cross-linking ระหว่างการสร้าง elastin และ collagen เพิ่มการสร้าง prostaglandin ในเกร็ดเลือดและหลอดเลือด มีการกระตุ้น coagulation factors จนมีการทำลายหลอดเลือดในที่สุด ซึ่งการเพิ่มขึ้นของโฮโมซีสเตอีนนี้จะมี ความสัมพันธ์กับการเพิ่มอัตราเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ ไขมันอุดตันในหลอดเลือดสมอง เกิดภาวะ เลือดแข็งตัวเป็นก้อนอุดตันทางเดินของกระแสเลือดในเส้นเลือดบริเวณรอบนอกตาม แขนขาและอาจส่ง ผลให้เกิดภาวะโคเลสเตอรอลสูง โรคความดันโลหิตสูงหรือโรคเบาหวาน

กรดโฟลิก กินก่อนท้อง 1-3 เดือน

         สำหรับ ผู้หญิงที่แต่งงานแล้วและกำลังคิดจะมีลูก อย่าปล่อยให้ความคิดดีๆ นั้นผ่านไปโดยคุณไม่ได้ทำอะไรเลยนะคะ เพราะสิ่งสำคัญก่อนที่คุณจะมีลูก ก็คือการวางแผนครอบครัว ซึ่งเป็นการวางแผนเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆโดย เฉพาะการกินกรดโฟลิกเสริมก่อนตั้งครรภ์อย่างน้อย 1-3 เดือน และกินต่อไปอีก 3 เดือนหลังตั้งครรภ์แล้ว จะได้รับประโยชน์และช่วยลดความพิการของโรคได้ แม้ความเสี่ยงเหล่านี้มีเพียง 1:1,000 ของกาตั้งครรภ์ก็ตาม แต่ก็เป็นเร่องที่เราไม่ควรเสี่ยง จริงไหมคะ ส่วน การกินกรดโฟลิกขณะตั้งครรภ์ จะไม่มีผลต่อการป้องกันความพิการแต่กำเนิด เนื่องจากการปิดหัวปิดท้ายจะปิดเสร็จภายใน 28 วันหลังปฏิสนธิ (ปฏิสนธิช่วงกลางรอบเดือนที่มีไข่ตก) ซึ่งกว่าจะรู้ตัวว่าประจำเดือนไม่มา หรือรู้ว่าท้องก็เลยช่วงเวลานี้ไปแล้ว เพราะแต่ละวันกลไกของธรรมชาติร่างกายคนจะถูกกำหนดไว้เรียบร้อยแล้วว่าจะ สร้างอะไร เมื่อผ่านไปแล้วก็ไม่สามารถกลับมาสร้างซ้ำได้อีก

        สำหรับคุณ แม่ที่ไม่ได้เสริมกรดโฟลิกก่อนตั้งครรภ์ก็ไม่ต้องตกใจนะคะ เพราะกรดโฟลิกจะมีในอาหารที่เรากินทุกวันอยู่แล้วค่ะ ถ้าคุณไม่ใช่กลุ่มเสี่ยงก็ไม่ต้องกังวล และอีกอย่างหนึ่งคือ ความผิดปกติเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับเด็กทุกคน และไม่ได้เกิดขึ้นจากการขาดกรดโฟลิกอย่างเดียว ยังมีปัจจัยอื่นๆ อีกถึง 50% คือความผิดปกติของโครโมโซม ซึ่งส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับไข่ของคุณแม่มากกว่าน้ำเชื้อของคุณพ่อ เพราะจะมีการแบ่งโครโมโซมไว้ครึ่งหนึ่งแล้วตั้งแต่อยู่ในท้องเพื่อรอปฏิสนธิ ซึ่งอาจจะมีการแตก หัก หลุด และไปจับกันใหม่จนผิดที่ผิดทาง หรือหายไปบ้าง พอผสมกับน้ำอสุจิทำให้ไม่ครบคู่บ้าง เกินบ้าง ยิ่งอายุเกิน 40 ปีขึ้นไป เปอร์เซ็นที่จะเกิดก็เพิ่มมากขึ้นไปด้วยได้รับเชื้อบางชนิดระหว่างตั้งครรภ์ เช่น ไวรัสหัดเยอรมัน ก็มีส่วนทำให้สมองพิการได้เหมือนกัน เช่น ปัญญาอ่อน สมองลีบเล็กไม่เติบโต การกินยาบางชนิดขณะตั้งครรภ์ เช่น ยาขับประจำเดือนและยาอื่นๆ ซึ่งเข้าไปรบกวนการสร้างอวัยวะ เป็นต้น อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดี เช่น พื้นที่เสี่ยง โดนรังสีเอกซ์เรย์ ได้รับสารเคมีบางอย่าง เป็นต้น

กรดโฟลิก กินแค่ไหนจึงจะพอ

         แม่ กลุ่มทั่วไป คือกลุ่มที่ไม่เคยมีประวัติว่าลูกหรือญาติมีความพิการแต่กำเนิด เมื่อตั้งครรภ์กรดโฟลิกในตัวแม่จะลดลง เนื่องจากถูกดึงไปใช้ในการสร้างตัวอ่อน ดังนั้นควรได้รับอย่างน้อยวันละ 400 ไมโครกรัม (0.04 มิลลิกรัม) จึงจะช่วยลดอุบัติการณ์ความพิการแต่กำเนิดได้มากกว่า 50% แต่ถ้าไม่ได้รับกรดโฟลิกก็มีความเสี่ยงที่จะเกิดความพิการแต่กำเนิดมากกว่า 50% เช่นกัน
แม่ในกลุ่มเสี่ยง คือกลุ่มที่มีประวัติว่าลูกหรือญาติเคยมีความพิการเกิดขึ้นอย่างชัดเจน เช่น ความพิการของกะโหลก ระบบประสาทส่วนกลาง สมองพิการแต่กำเนิด โรคปากแหว่งเพดานโหว่ หรือแม่เป็นโรคโลหิตจาง เป็นต้น แม่กลุ่มนี้จะต้องได้รับกรดโฟลิกเพิ่มเป็นวันละประมาณ 40,000 ไมโครกรัม ( 4 มิลลิกรัม ) คือมากกว่าแม่กลุ่มปกติประมาณ 100 เท่าค่ะ

กรดโฟลิก หาง่าย & สูญสลายง่าย

        หาง่าย บ้านเรามีอาหารที่มีกรดโฟลิกให้เลือกมากมาย เพราะมีอยู่ในผักใบเขียวเกือบทุกชนิด เช่น คะน้า กะหล่ำปลี ปวยเล้ง ผักกาดหอม หน่อไม้ฝรั่ง บล็อกโคลี ถั่วลันเตา ธัญพืชต่างๆ ผลไม้ตระกูลส้ม ที่สำคัญหากได้รับกรดโฟลิกแบบครบคุณค่าควรกินแบบสดๆ หรือถ้าจะลวกก็ต้องทำด้วยความรวดเร็วค่ะ

สูญสลายง่าย

        การปรุงอาหารที่ ต้องใช้ความร้อนนานๆ จะทำให้กรดโฟลิกสูญสลายได้ง่ายหากมีอาการตัวร้อนและเป็นไข้หลายวัน ด้วยอุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้นทำให้ระดับกรดโฟลิกในร่างกายลดลงได้เช่นกันการ ได้รับยารักษาโรคลมชัก คนที่เป็นโรคลมชักและต้องกินยาเป็นประจำ ยาตัวนี้จะเข้าไปต่อต้านการสร้างโปรตีนและลดการดูดซึมของกรดโฟลิก ดังนั้น คุณแม่ที่มีภาวะลมชักอยู่จะต้องกินโฟลิกให้มากขึ้นประมาณ 10 เท่าจากที่กินอยู่เดิมค่ะ

       การวางแผนกินกรดโฟลิกก่อนตั้งครรภ์ 1-3 เดือน เป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่า และคุ้มเวลาแห่งการรอคอยของคนเป็นแม่แน่นอนค่ะ

ความต้องการ กรดโฟลิค ของร่างกาย 
 

       กรดโฟลิค หรือวิตามิน B9 นั้นต้องพิจาณาในการกิน และความต้องการของร่างกาย

       สำหรับผู้หญิงมีความต้องการ ประมาณ 400 ไมโครกรัม/วัน (0.4 มิลลิกรัม/วัน)

       สำหรับผู้หญิงตั้งครรภ์มีความต้องการ 600 ไมโครกรัม/วัน (0.6มิลลิกรัม/วัน)

การกินกรดโฟลิคเสริม

       การกินกรดโฟลิคเสริมสามารถทำได้ แต่ไม่ควรเกิน 1000 ไมโครกรัม/วัน (1 มิลลิกรัม) เนื่องมาจากกรดโฟลิค อาจทำให้เกิดภาวะการขาดวิตามิน B12 ได้ เพราะกรดโฟลิคจะขัดขวางการดูดซึมวิตามิน B12 ควรกินโฟลิคควบคู่กับวิตามิน B12 ด้วย

การกินกรดโฟลิคมากเกินไป

       กรดโฟลิคมีความเป็นพิษต่ำมาก เนื่องจากสามารถละลายน้ำได้ และร่างกายสามารถขับกรดโฟลิค ในร่างกายออกทางปัสสาวะได้จากการทดลองขององค์การเภสัชของสหรัฐ ได้ทดสอบให้ ชายและหญิง รับประทาน กรดโฟลิค 1000 ไมโครกรัม/วัน (1 มิลลิกรัม/วัน)  เข้าไป พบว่าร่างกายสามารถขับออกได้ ทางปัสาวะ

       ทางองค์การเภสัชสหรัฐ ได้กำหนดระดับสูงสุดที่เหมาะสม  สำหรับ ชายและหญิงไม่เกิน 1000 ไมโครกรัม/วัน (1 มิลลิกรัม/วัน) สำหรับหญิงตั้งครรภ์ แม่ที่ให้นมบุตรและเด็กอายุไม่เกิน 18 ปี ไม่ควรเกิน 800 ไมโครกรัมต่อวัน (0.8 มิลลิกรัม)

[ที่มา: นิตยสาร รักลูก ฉบับที่ 299 เดือนธันวาคม พ.ศ.2550]
[ที่มา: http://www.babyfancy.com]

Health Life 2 You - สารอาหาร 14. เมลาโทนิน สารต้านมะเร็ง

14. เมลาโทนิน  ( Melatonin )

       เป็นฮอร์โมนที่ร่างกายของเราผลิตขึ้นมาเอง ฮอร์โมนนี้หลั่งออกมาเพื่อให้เรารู้สึกง่วงและนอนหลับสบายในตอนกลางคืน

       รายงานการศึกษาบางเรื่องพบว่าเมลาโทนินเป็นแอนติออกซิแดนซ์ที่ทรงประสิทธิภาพ ยับยั้งการทำงานของฟรีแรติคัล ช่วยหยุดการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง เช่น มะเร็งปอด มะเร็งระบบทางเดินอาหาร และยังช่วยกระตุ้นเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งที่คอยจัดการเซลล์มะเร็ง

      อาหารเพิ่มเมลาโทนิน เช่น ข้าวโอ๊ต ข้าว ข้าวโพดหวาน กล้วย มะเขือเทศ ขิง ถั่วเหลือง เมล็ดฟักทอง เต้าหู้ ถั่วลิสง ฯลฯ

      เมลาโทนิน (Melatonin) เป็นชื่อสารเคมีในรูปของอาหารเสริม หรือ ยา ที่มีการกล่าวขวัญถึงมากที่สุดตัวหนึ่งในยุคปัจจุบัน มีการกล่าวอ้างว่าสามารถใช้เพื่อรักษาภาวะความเจ็บป่วยอย่างหลากหลาย เช่น เป็นยาช่วยให้นอนหลับได้ดี เป็นยาอายุวัฒนะให้คงความเป็นหนุ่มสาวได้นาน เป็นยารักษาโรคมะเร็ง หรือเป็นยาเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ ข้ออ้างในสรรพคุณเหล่านี้แพร่กระจายอย่างรวดเร็วไปทั่วโลกในช่วง เวลาสั้นๆ เมลาโทนินเป็นยาวิเศษอย่างที่เชื่อนั้นหรือไม่ เป็นประเด็นที่ควรได้รับการพิจารณาโดยเฉพาะ ในยุคสื่อสารไร้พรมแดน ซึ่งมีทั้งข้อมูลที่เชื่อถือได้และไม่ได้บ้างปรากฎอยู่

    เมลาโทนิน มีชื่อทางเคมีคือ "N-acetyl-5-methoxytryptamine" จัดเป็นฮอร์โมนที่หลั่งออกจากต่อมไพเนียล (pineal gland) ซึ่งอยู่ในสมองส่วน hypothalamus การหลั่งของเมลาโทนินจะมีความสัมพันธ์กับแสงที่มากระทบ กล่าวคือ แสงจะเป็นตัวยับยั้งไม่ให้มีการหลั่งเมลาโทนิน ฉะนั้นเมลาโทนินจึงหลั่งออกมามากเวลากลางคืน และจะลดการหลั่งในเวลากลางวัน การควบคุมนี้เกิดโดยแสงที่ผ่านมากระทบ retina จะทำให้เกิดสัญญาณกระตุ้น suprachiasmatic nuclei superior cranial glanglion และต่อมไพเนียลในที่สุด โดยที่ suprachiasmatic nuclei เป็นเสมือนนาฬิกาชีวิต (biological clock) เมลาโทนินจึงเปรียบเป็นสัญญาณของนาฬิกาชีวิตนั่นเอง จากการหลั่งที่เป็นจังหวะของเมลาโทนิน จึงเชื่อว่าเป็นตัวเหนี่ยวนำให้อวัยวะและเซลล์ต่างๆ มีการเปลี่ยนแปลงกิจกรรมต่างๆ ให้สอดคล้องกับช่วงเวลาในแต่ละวันเช่น การนอนหลับ การหลั่งของฮอร์โมนบางชนิด (ซึ่งก็มีจังหวะ เช่นเดียวกัน) อุณหภูมิในร่างกาย เป็นต้น
 
     นอกจากนี้ เมลาโทนิน ยังเป็นตัวควบคุมการเจริญเติบโต และพัฒนาการของสัตว์ในการเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ในทางคลินิก ผลของเมลาโทนินในคนได้มีการศึกษาบ้างกล่าวคือ การศึกษาเทียบผล ของเมลาโทนินกับยาหลอก (placebo) ในอาสาสมัครพบว่าช่วยทำให้หลับได้เร็วและดีขึ้น ทั้งยังไม่รบกวน ต่อการนอนช่วง REM (rapid eye movement sleep) คนสูงอายุที่มีปัญหาเรื่องการนอนหลับยาก และตื่นง่าย ก็เชื่อว่าเนื่องจากเมลาโทนินหลั่งน้อยลง การศึกษาแบบ randomized control trial พบว่า ยาเม็ดเมลาโทนิน ชนิดดูดซึมเร็ว ทำให้ผู้สูงอายุเหล่านี้หลับได้ดีขึ้น ขณะที่ชนิดดูดซึมช้าช่วยให้นอนได้ นานขึ้น การได้รับยาเป็นเวลานาน 2 เดือนก็ไม่ทำให้เกิดการดื้อต่อยา (tolerance) ขึ้น ในคนที่เดินทาง ด้วยเครื่องบินข้ามทวีป มักจะเกิดภาวะที่ร่างกายปรับเวลาไม่ทันเกิดอาการอ่อนเพลียและผิดเวลา ที่เรียกว่า "Jet lag" การใช้เมลาโทนิน พบว่าช่วยทำให้ปรับเวลานอนใหม่ และหายจากการอ่อนเพลีย ได้เร็วกว่าการใช้ยาหลอก

     นอกจากนั้น มีรายงานผู้ป่วยที่มีปัญหาการนอนหลับยาก จากภาวะตาบอดทั้ง 2 ข้างหรือเนื่องจากในต่อมไพเนียล เมลาโทนินจะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ แต่ยังไม่มีการศึกษาเปรียบเทียบ แบบ randomized control trialการศึกษาในระดับเซลล์และสัตว์ทดลองพบว่า เมลาโทนินมีฤทธิ์ทำให้เซลล์หยุดการเจริญเติบโต (cytostatic) และกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน (immunostimulator) จึงมีการทดลองนำเมลาโทนินมาใช้ ในการรักษาโรคมะเร็ง โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะเป็นผู้ป่วยมะเร็งชนิดต่างๆ เช่น มะเร็งปอดชนิด non small cell มะเร็งระบบทางเดินอาหาร (ลำไส้ใหญ่และ ทวารหนัก) ที่ไม่ตอบสนองต่อสูตรยาปกติ (first line therapy) พบว่าเมลาโทนินขนาด 10 - 20 mg อย่างเดียว สามารถทำให้ ขนาดของมะเร็งไม่โตขึ้น ผู้ป่วยมีสภาพร่างกาย (performance status) ดีขึ้นเทียบกับการรักษาแบบประคับประคอง แต่ไม่ทำให้เกิด การยุบตัวหรือหายไปของเนื้อมะเร็ง

     การใช้ เมลาโทนิน ร่วมกับ Interleukin (IL) พบว่าสามารถเพิ่ม ประสิทธิภาพของ IL ทำให้ไม่ต้องใช้ IL ในขนาดที่สูงและลดอาการข้างเคียงจาก IL ได้ มีการศึกษา แบบไม่มีกลุ่มควบคุม (non control trial) และ control trial ขนาดไม่ใหญ่นัก โดยใช้เมลาโทนินร่วมกับ IL-2 ในผู้ป่วยมะเร็งปอดและระบบทางเดินอาหารที่ไม่ตอบสนองต่อ 5 - fluorouracil และ folate พบว่า ทำให้ก้อนเล็กลง (partial remission) 12% เทียบกับการรักษาแบบประคับประคอง ซึ่งไม่สามารถทำให้ เกิด partial remission ได้เลย อัตรารอดชีวิตใน 1 ปีก็สูงกว่า อย่างไรก็ตามการใช้เมลาโทนินกับ โรคมะเร็งยังต้องมีการศึกษามากกว่านี้ เช่น randomized control trial ที่มีขนาดจำนวนผู้ป่วยมากกว่านี้ จึงจะสามารถสรุปได้ แน่ชัดถึงประสิทธิภาพของยาตัวนี้ทฤษฎีของการเข้าสู่วัยชรา (aging) เชื่อว่าเป็นผลลัพท์ จากปัจจัยต่างๆทั้งในแง่ของสังคม สิ่งแวดล้อม พฤติกรรมการสะสมของ oxygen free radical ปฏิกริยาทางชีวเคมีในเซลล์ และ สุดท้ายเชื่อว่าในเซลล์มีโปรแกรมให้เข้าสู่ภาวะชราเมื่อได้รับสัญญาณกระตุ้น การศึกษาพบว่าคนสูงอายุ จะมีระดับของเมลาโทนินลดลงและเนื้อเยื่อมีการตอบสนองต่อเมลาโทนินลดลง

     นอกจากนั้นยังเชื่อว่า เมลาโทนิน ป้องกันการทำลายของ DNA จาก free radicals เนื่องจาก เมลาโทนินมีฤทธิ์ต้านต่อ hydroxyl radical โดยทำหน้าที่กำจัดโดยตรงและสนับสนุนการทำลายของมันโดยผ่านเอ็นซัยม์ glutathione peroxidase และเมลาโทนินที่เปลี่ยนไปในคนชราอาจจะเป็นสัญญาณที่ส่งไปถึงเซลล์ต่างๆให้เข้าสู่ขบวน การชรา (aging) เหตุผลต่างๆ ที่กล่าวมาทำให้มีทฤษฎีที่เชื่อว่า การลดลงของเมลาโทนินคือ ที่มาของ การเข้าสู่วัยชรา หากมีการให้เมลาโทนินเข้าทดแทน อาจจะสามารถยับยั้งความชราลงได้ มีการทดลอง ขนาดเล็กในหนู พบว่าหนูที่ได้รับเมลาโทนินมีอายุยาวขึ้น

     แต่ก็มีบางการศึกษาในสัตว์ไม่ให้การสนับสนุน อย่างไรก็ตามไม่มีข้อมูลหรือการศึกษาในคนเลยในสัตว์ทดลองหลายชนิด การให้ เมลาโทนิน ก่อน สัตว์เข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ (prepuberty) จะทำให้สัตว์ มีการพัฒนาทางเพศช้าลง เนื่องจากมีผลต่อการหลั่งฮอร์โมนของต่อมใต้สมองและ ในระดับ hypothalamus สำหรับสัตว์ที่เข้าสู่วัยเจริญพันธุ์แล้วผลจากเมลาโทนินยังสรุปไม่ได้แน่ชัด ใน แม่กวางที่ตั้งท้องหากได้รับเมลาโทนินจะทำให้ลูกกวางที่คลอดออกมาเสียชีวิตจาก hypothermia ใน 24 ชั่วโมงแรก มากกว่ากลุ่มควบคุม โฆษณาของเมลาโทนินมักอ้างว่า เมลาโทนินทำให้แก่ช้าลงและมี ประสิทธิภาพทางเพศดีขึ้น แต่เป็นเพียงทฤษฎียังไม่มีหลักฐาน ข้อมูล หรือ การศึกษาทางคลินิกโดย เฉพาะในคนยืนยัน จึงเป็นข้ออ้างที่อาจจะเกินความเป็นจริงถึงแม้ว่าการศึกษาเกี่ยวกับเมลาโทนินที่ผ่านมาบ่งชี้ว่า เมลาโทนินน่าจะมีความปลอดภัยสูงเพราะขนาดของยาที่ใช้ศึกษามีตั้งแต่ 0.05 - 40 mg ภาวะอันไม่พึงประสงค์ที่มีรายงานมีเพียงทำให้ สับสน มึนงงเท่านั้น

    แต่ทั้งนี้อาจจะเนื่องจากยังไม่มีการติดตามภาวะไม่พึงประสงค์จาก เมลาโทนิน อย่างเป็นระบบก็ได้ ผู้ป่วยภาวะซึมเศร้าโดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับฤดูกาล (seasonal affective disorder) เมลาโทนินอาจจะทำให้โรคมีความรุนแรงมากขึ้นจึงเป็นกลุ่มผู้ป่วยที่ควรระวัง ขณะเดียวกันเมลาโทนิน ที่มีขายกันในท้องตลาดนั้นเป็นรูปของอาหารเสริมไม่ใช่ยา ทำให้ไม่ถูกควบคุมมากหมือนผลิตภัณฑ์ยา จึงไม่มีเครื่องประกันถึงคุณภาพและ ความบริสุทธิ์ของยา ในทศวรรษก่อน ชาวอเมริกันมีการใช้ อาหารเสริมชนิดหนึ่งคือ 'L tryptophan" ซึ่งถือว่าเป็นกรดอะมิโนที่มีอยู่ในร่างกายเพื่อรักษาโรคต่างๆ เช่น นอนไม่หลับ ซึมเศร้า ปวดเมื่อยจากโรคไขข้อ โดยทฤษฎีแล้ว L tryptophan ควรจะเป็นอาหารเสริม ที่ปลอดภัย แต่ประมาณ 6 ปีที่แล้วมีผู้บริโภคมากกว่า 10 คนต้องเสียชีวิตและอีกกว่า 1000 คน ต้องกลายเป็นผู้เจ็บป่วยเรื้อรังจากโรคที่เรียกว่า 'Eosinophilia myalgia syndrome' การสอบสวนทาง ระบาดวิทยาพบว่าผู้ป่วยทุกคนได้บริโภค L tryptophan ที่ผลิตจากโรงงานเดียวกัน ซึ่งในที่สุดพิสูจน์ได้ ว่ามีการปนเปื้อนของสารมีพิษเข้าไปในผลิตภัณฑ์ดังกล่าว กรณีนี้คงจะเป็นอุทาหรณ์ที่จะต้องคำนึงถึง คล้ายกับในกรณีของเมลาโทนินเช่นกันหากอ้างอิงถึงองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา 

   เมลาโทนิน น่าจะมีประโยชน์ในการ บำบัดภาวะความผิดปกติของการนอน และอยู่ระหว่างการศึกษาในผู้ป่วยมะเร็งเท่านั้น สรรพคุณ นอกเหนือไปกว่านี้ยังไม่มีหลักฐานทาง วิทยาศาสตร์การแพทย์ โดยเฉพาะในคนยืนยัน เมลาโทนิน อาจจะเป็นยาวิเศษตามข้อกล่าวอ้างหรือเป็นเพียงข้อเท็จจริงจะต้องอาศัยการศึกษาอีกมากเพื่อพิสูจน์ และหากจะมีประสิทธิภาพจริงก็ควรจะต้องได้รับการควบคุมเช่นเดียวกับยารักษาโรคตัวอื่นๆ จึงจะถือ ได้ว่าเป็นยาวิเศษที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง

  - ประโยชน์ของเมลาโทนิน

    ประโยชน์ของเมลาโทนิน ตั้งแต่มีการค้นพบและยืนยันของ Dr.W.Regelson และ Dr.Pierpaoli และ งานวิจัยต่าง ๆจากประเทศต่าง ๆ ในเรื่องเมลาโทนินค้นพบว่า เราสามารถได้ประโยชน์จากฮอร์โมนตัวนี้ซึ่งในปัจจุบันมีเอกสารด้านวิทยาศาสตร์มากกว่า 4,500 ฉบับ ที่อธิบายถึงประโยชน์ของเมลาโทนิน ดังต่อไปนี้
  • ทำให้มีชีวิตยืนยาวขึ้น
  • เพิ่มหน้าที่ในการกำจัดสารพิษ
  • ส่งเสริมให้นอนหลับอย่างสบาย
  • กระตุ้นความแข็งแรงของสมรรถภาพทางเพศ
  • ป้องกันและรักษาโรคมะเร็ง
  • มีผลต่อฮอร์โมนต้านความเครียด
  • ลดระดับ LDL  ในคลอเลสเตอรอล (สารไม่ดี)
  • กระตุ้นฮอร์โมนที่ควบคุมการเจริญเติบโต
  • กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย
  • ป้องกันระบบหลอดเลือดและหัวใจ
  • ซ่อมแซมอวัยวะต่าง ๆ DNA Cell ที่ถูกทำลาย และอื่น ๆ
        อย่าง ไรก็ตามเรื่องสารสังเคราะห์เมลาโทนินก็เจอผลสะท้อนจากอันตรายที่คาดไม่ถึง และเพื่อความปลอดภัยที่ดีที่สุด คือการรักษาสุขภาพเพื่อให้ร่างกายผลิตสารเมลาโทนินโดยธรรมชาติด้วยเหตุผลนี้ ประเทศที่พัฒนาแล้วจึงห้ามการขายสารเมลาโทนินสังเคราะห์ขึ้นสู่สาธารณะชน


Health Life 2 You - สารอาหาร 13. คาเทซิน สารต้านมะเร็ง

13. คาเทซิน  ( Catechin )

      เป็นสารแอนติออกซิแดนต์ที่ดีมากๆ อีกชนิดหนึ่งในกลุ่มฟลาโวนอยด์ ซึ่งให้รสขมและฝาด พบมากที่สุดในชาเขียว สารชนิดนี้ เมื่อสัมผัสกับความร้อนเวลาเราชงชาจะละลายตัวออกมา สถาบันชา มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง วิจัยพบว่าในใบชามีคาเทซินถึงประมาณร้อยละ 60 - 70 % ความสามารถคาเทซินก็คือ ช่วยป้องกันมะเร็งและป้องกันหลอดเลือดเสื่อม ช่วยในเรื่องการทำงานของกระดูกอ่อน และป้องกันโรคข้ออักเสบ นอกจากชาเขียวแล้ว ยังพบได้ในชาขาว ชาดำ โกโก้ องุ่น พีช ฯลฯ


         รู้จักสารคาเทชิน ในชาเขียว
    
ช่วง นี้กระแสฮิตชาเขียวกลับมาอีกครั้ง ส่งผลให้ผู้ผลิตบางราย โหมโฆษณาถึงประโยชน์ของสารชนิดหนึ่ง ซึ่งมีในชาเขียว เท็จจริงสารที่ว่านี้คืออะไร แล้วดีจริงหรือ

สารคาเทชิน ในบรรดาชาหลายชนิด ๆ ไม่ว่าจะเป็นชาเขียว ชาดำ หรือชาอูหลง ต่างมีสารเคมีสำคัญ ที่มีผลดีต่อสุขภาพของเรา ไม่ว่าจะเป็นสารพอลีฟีนอล สารทีเอนีน สารคาเทชีน แต่สำหรับชาเขียว ดูเหมือนจะถูกยอมรับว่ามีสารคาเทชินมากที่สุด และสารตัวนี้ ให้ประโยชน์อะไรบ้าง

1.มีส่วนช่วยในกระบวน การขจัดไขมันคอเรสเตอรอลในหลอดเลือด ลดภาวะความเสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูง เนื่องมาจากการอุดตันของไขมันในหลอดเลือด

2.ช่วยในการขับสารพิษและอนุมูลอิสระต่าง ๆ ที่ส่งผลในการป้องกันความเสี่ยงของภาวะมะเร็ง และโรคความเสื่อมของเซลล์และอวัยวะต่าง ๆ ทั้งนี้นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า คาเทชิน มีบทบาทสำคัญ โดยลดภาวะเป็นพิษของสารก่อมะเร็งบางชนิด แทรกแซงกระบวนการยึดเกาะของสารก่อมะเร็งกับ DNA ของเซลล์ปกติ และจำกัดการลุกลามของเซลล์เนื้องอกด้วย

3.ลดระดับน้ำตาลในเลือด สารคาเทชินสารมารถจำกัดการทำงานของเอนไซม์อะมิเลส ทำให้ไม่สามารถดูดซึมน้ำตาลกลูโคสเข้าสู่ร่างกาย ส่งผลให้น้ำตาลในเลือดต่ำลง

4.ช่วยรักษาสุขภาพในช่องปาก คาเทชินจะมีผลไปยั้บยั้งเชื้อจุลินทรีย์ที่สร้างคราบหินปูนในช่องปาก ลดการเกิดฟันผุ ดังนั้น หากดื่มชาเขียวหลังจากทานอาหารเสร็จ นอกจากดีต่อสุขภาพภายในแล้ว ยังดีต่อสุขภาพช่องปากด้วย

5.ช่วยลด น้ำหนักได้ ทั้งนี้ สารสกัดที่ได้จากชาเขียวจะสามารถเพิ่มการเผาผลาญพลังงานและดึงพลังงานนั้น ออกมาใช้โดยไม่มีการสะสมในรูปแบบของไขมัน ผู้ที่อยุ่ระหว่างการลดน้ำหนัก ชาเขียวน่าจะเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่ดีเลยทีเดียว

 มาถึงตรงนี้ หลายคนคงแทบจะรีบพุ่งไปร้านสะดวกซื้อเพื่อหาชาเขียวมาดื่มกันแน่ แต่เดียวก่อน ไม่มีอะไรที่มีแต่ข้อดี ข้อเสียของชาเขียวก็มีเช่นกัน แม้ว่าจะยังไม่มีรายงานถึงผลเสียของการได้รับคาเทชินเข้าสู่ร่างกายในปริมาณ มาก ๆ ก็ตาม อย่าลืมว่าในชาเขียวเอง ไม่ได้มีสารเคมีที่สำคัญเพียงตัวเดียว การดื่มชาเขียวในปริมาณมาก ๆ ย่อมส่งผลให้นอนไม่หลับ เนื่องจากคาเฟอีน นอกจากนี้ สารแทนนินที่ อยู่ในน้ำชา จะออกฤทธิ์กระตุ้นให้หลั่งน้ำย่อยมากกว่าปกติ ส่งผลต่อการทำงานของกระเพาะอาหารได้ และชาที่เข้มข้นเกินไปก็ทำให้ท้องผูกได้เช่นกัน

และถ้าหากต้องการดื่มชา ที่มีสารคาเทชินให้ครบถ้วนแล้ว ควรจะดื่มตอนร้อนเท่านั้น เพราะเครื่องดื่มชาเขียวสำเร็จรูปที่เราเห็นตามตู้แช่ ได้ผ่านกรรมวิธีจนสารคาเทชินไม่เหลืออยู่แล้ว แถมผู้ผลิตยังได้ใส่น้ำตาลเพื่อเข้าไปเพื่อให้มีรสชาติถูกปาก (รสชาติชาที่แท้จริง จะมีรสขมปนฝาด) แทนที่จะได้รับประโยชน์จากชาเขียวเต็มที่ ยังต้องเสียรู้ให้กับผู้ผลิตอีกต่างหาก

ดังนั้น การดื่มชาเขียว ไม่ใช้สักแต่ว่าจะดื่ม หรือใครก็ดื่มได้ มีข้อควรระวังสำหรับผู้ที่ต้องการดื่มชาเขียวด้วย
 
-ไม่ควรดื่มชาขณะกินยา เพราะสารต่างๆ ในน้ำชาอาจทำปฏิกิริยาไม่พึงประสงค์ต่อยาที่กินเข้าไป อาจทำให้คุณสมบัติของยาเจือจางหรือเสื่อมสภาพลง หรือขั้นร้ายแรงอาจกลายเป็นสารพิษได้ ถ้าหากอยากดื่มควร ดื่มก่อนหรือหลังทานยาประมาณ 2 ชั่วโมง

-ไม่ควรดื่มชาก่อนนอนโดยเฉพาะผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน สตรีมีครรภ์ คนชรา และเด็กเล็ก และโดยเฉพาะเด็กที่อายุต่ำกว่า 3 ขวบ ไม่ควรดื่มน้ำชา เพราะกรดแทนนิก เมื่อรวมตัวกับธาตุเหล็กในกระเพาะอาหารและลำไส้จะกลายเป็นสารที่ไม่สามารถ ละลายได้ ทำให้เด็กเล็กไม่เติบโต มีอาการขาดธาตุเหล็กและเป็นโรคโลหิตจางได้

-ไม่ควรดื่มชาร้อนจัด เพราะการดื่มของร้อนจัดมีผลข้างเคียงต่อช่องปาก ลำคอ ลำไส้ได้ อาจทำให้เนื้อบางส่วนในช่องปากตาย และอาจเป็นต้นเหตุกระตุ้นเซลล์มะเร็งได้ 

-ผู้ที่ไตทำงานบกพร่องหรือมีอาการไตวาย ไม่ควรดื่มน้ำชามาก เพราะจะทำให้ปัสสาวะบ่อยและไตต้องทำงานหนักขึ้น ขณะที่ประสิทธิภาพของไตยังทำงานได้ไม่เต็มที่

-ผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงหรือโรคหัวใจ ผู้ป่วยที่หลอดเลือดแดงใหญ่ในหัวใจอุดตันไม่ควรดื่มน้ำชาเข้มข้น เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ร่างกายถูกกระตุ้นมากเกินไป หากความดันโลหิตขึ้นสูงมาก หรือหัวใจถูกกระตุ้นมากเกินขีดจะเป็นอันตรายถึงชีวิตอย่างรวดเร็วฉับพลัน

-ผู้ที่มีไข้สูง ไม่ควรดื่มน้ำชา เพราะด่างในน้ำชาจะทำให้ความดันโลหิตเพิ่มขึ้น กระตุ้นให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น จึงยิ่งทำให้อุณหภูมิของร่างกายเพิ่มสูงขึ้น กรดแทนนิกในน้ำชายังส่งผลให้ร่างกายขับเหงื่อออกมาได้น้อยกว่าปกติ ทำให้ระบบการขับเหงื่อของร่างกายทำงานบกพร่อง
 
แล้วดื่มชาอย่างไรจึงจะได้ประโยชน์อย่างแท้ จริง มีเคล็ดลับง่าย ๆ คือ ไม่ควรต้มชานานเกินไป ในชา 1 ถึง หรือประมาณ 2-4 กรัม (1-2 ช้อนชา ขึ้นอยู่กับชนิดของชา) ต่อถ้วย ต้มน้ำให้เดือด จากนั้นทิ้งไว้ 3 นาที แล้วแทน้ำร้อนลงบนถุงชา และทิ้งไว้ 3 นาที นำถุงชาออก ปล่อยให้เย็นอีก 3 นาที
จะเลือกกิน หรือเลือกทาน อย่าแค่ตามกระแสแฟชั่น รู้ให้จริง จะไม่ตกเป็นเหยื่อของผู้ผลิตที่มุ่งเอาแต่ผลกำไร เลือกให้เหมาะกับ ที่สำคัญเดินทางสายกลางในการดูแลสุขภาพ น่าจะเป็นวิธีที่ดีทีสุด

ขอบคุณ

ข้อมูลจาก ฉัตรฤดี สุวรรณชาติ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย

Health Life 2 You - สารอาหาร 12. เควอร์ซิทิน สารต้านมะเร็ง

12. เควอร์ซิทิน  ( Quercetin )

      เป็นอีกหนึ่งสารที่สังกัดกลุ่มฟลาโวนอยด์ เป็นสารแอนติออกซิแดนต์ ที่มีประสิทธิภาพสูง ช่วยต้านการอักเสบ ต้านแบคทีเรียและไวรัส ดีต่อหัวใจ ป้องกันการแข็งตัวของเลือด ชะลอการเติบโตของเซลล์มะเร็ง

      มีงานวิจัยเกี่ยวกับการกินอาหารที่มีเควอร์ซิทิน รายงานว่าช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็งตับอ่อนในคนที่สูบบุหรี่ และผลจากการทดลองกับสัตว์พบว่า สามารถป้องกันมะเร็งลำไส้ได้

      ในเครื่องดื่มอย่างชาดำหรือชาเขียว และผักผลไม้ก้พบเควอร์ซิทิน เช่น แอ๊ปเปิ้ล หอมหัวใหญ่ หอมเล็ก ผักผลไม้จำพวกส้ม มะเขือเทศ บรอกโคลี ผักสีเขียว ราสป์เบอรี่ แครนเบอร์รี่ ฯลฯ

     - เควอร์ซิทิน ( Quercetin ) คืออะไร

        เควอร์ซิทิน ( Quercetin ) คือ สารที่มีบทบาทสำคัญ ในการป้องกันโรคหลอดเลือดและหัวใจ เควอร์ซิทิน เป็นสารพฤกษเคมีที่อยู่ในกลุ่มฟลาโวนอยด์ เป็นสารที่ให้ฤทธิ์ในการต้าน ออกซิเดชั่นสูงที่สุด มีมากในหัวหอม หอมแดง และพืชตระกูลถั่ว ให้ฤทธิ์ในการป้องกันการอักเสบ ป้องกันแบคทีเรีย และไวรัส ช่วยป้องกันอาการแพ้ ป้องกันการแข็งตัวของเลือด ป้องกันการเกิดออกซิเดชั่น ในหลอดเลือด และป้องกันหลอดเลือดเลี้ยงสมองอุดตันได้ การรับประทานผัก และ ผลไม้ที่อุดมไปด้วยเควอซิทินในปริมาณสูง มีส่วนสัมพันธ์กับการทำงานของหัวใจที่ดี จากการศึกษาจำนวนมากพบว่า เควอซิทิน ถือว่าเป็นไฟโตนิวเทรียนท์ ที่ปกป้องหลอดเลือด ( vasoprotective ) และช่วยในการทำงานของหลอดเลือดหัวใจ ช่วยให้ระบบการไหลเวียนและการทำงานหัวใจดีขึ้น

        การได้รับฟลาโวนอล และ ฟลาโวนในระดับที่สูง ( มากกว่า 30 มิลลิกรัมต่อวัน ) จะช่วยลดความเสี่ยงของ การเกิดโรคลมชักในระยะแรก ในผู้ป่วยสูงอายุได้สองในสามส่วน เควอซิทิน คือ ฟลาโวนอยด์ที่สำคัญ ในอาหารที่ทำการศึกษาในครั้งนี้

        เควอร์ซิทิน มีคุณสมบัติในการป้องกันไม่ให้เกิดลิ่มเลือด ในหลอดเลือดและปกป้องหลอดเลือด และลดการเป็นพิษต่อเซลล์ไขมันแอลดีแอล (LDL) จากการทดลองในหลอดทดลอง ซึ่งถือว่าเป็นกลไก ที่สำคัญที่จะช่วยในการทำงานของหลอดเลือด หัวใจและลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ เควอซิทินกับบทบาทสำคัญในการต่อต้านเซลล์มะเร็ง

        เควอร์ซิทิน ทำให้เกิดการยับยั้งวงจรชีวิตเซลล์ หยุดการขยายตัวของเซลล์ และรวมถึงการทำให้เกิด อะพ็อพโทซิส ( apoptosis ) หรือการตายของเซลล์ ในการเจริญเติบโตของเซลล์เต้านมที่ผิดปกติได้

        เควอร์ซิทิน ได้รับการพิสูจน์ให้เห็นว่า เป็นตัวนำการตาย ของเซลล์ในเซลล์เนื้องอกลำไส้ รวมทั้งยังช่วยยับยั้งฟอสโฟริลเลชั่น (phosphorylation) ของกลุ่มเซลล์ ที่ได้รับสารกระตุ้นการเจริญเติบโต ของเซลล์เนื้องอก และลดทางการเจริญเติบโต ในเซลล์เนื้องอกชนิดนี้

       ปัญหาด้านโภชนาการของเด็กไทยในวันนี้ นอกจากจะชอบรับประทานอาหาร หรือขนมที่มีการปรุงแต่งรสชาติ สีสัน มากด้วยน้ำตาล และไขมัน แต่มีคุณค่าทางโภชนาการน้อยแล้ว ยังไม่ชอบรับประทานพืชผักผลไม้ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย กลายเป็นเรื่องที่จะต้องมีการรณรงค์ เพื่อปรับพฤติกรรมการบริโภคเสียใหม่ ให้เด็กไทยหันมาสนใจบริโภคผักกันมากขึ้น

       จากการสำรวจภาวะอาหาร และโภชนาการของประชาชนในกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2546-2547 พบว่า เด็กวัยเรียนมีการบริโภคผักทุกวัน เพียงร้อยละ 41.1 ในปริมาณวันละ 14.3 กรัมต่อคน หรือประมาณ 1.5 ช้อนกินข้าว ซึ่งมีปริมาณน้อยกว่าธงโภชนาการ ซึ่งแนะนำให้เด็กวัยเรียนอายุ 6-13 ปี ควรบริโภคผักมื้อละ 4 ช้อนกินข้าว นอกจากนี้ยังพบว่า เด็กวัยเรียนมีการบริโภคอาหารประเภทแป้ง น้ำตาล และไขมันเพิ่มขึ้น ทั้งๆ ที่ควรมีการบริโภคผัก ผลไม้ให้ได้วันละ 500 กรัม เพื่อลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคมะเร็ง เป็นต้น (อ้างอิงที่ 1) 
 
       และมีงานวิจัยที่แสดงว่าชายไทยร้อยละ 80 กินผักผลไม้เพียง 268 กรัม/คน/วัน และหญิงไทยร้อยละ 76 กินผักผลไม้เพียง 286 กรัม/คน/วัน ซึ่งตัวเลขนี้ห่างจากมาตรฐานที่ทางองค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดไว้ที่ 400-500 กรัม/คน/วัน พอสมควรทีเดียว ผลของการไม่กินผักทำให้เกิดโรคต่าง ๆ ตามมาอย่างมากมาย อาทิ ท้องผูก ระบบทางเดินอาหารมีปัญหา อาจมีความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งและโรคหัวใจ เพราะได้รับคุณค่าของสารอาหารไม่เพียงพอ ซึ่งต้องหันมากินผักและผลไม้ให้มากขึ้น เพื่อให้ร่างกายได้รับวิตามิน เกลือแร่และสารอาหารอย่างเพียงพอ ไม่ควรกินผักผลไม้เพียงแค่ชนิดเดียว ควรกินให้ได้หลากหลายสี ทั้ง แดง เหลือง ส้ม เขียว ขาว เพราะแต่ละชนิดให้คุณค่าของวิตามิน เกลือแร่และพฤกษเคมี สารเม็ดสีในผักผลไม้เพิ่มระบบภูมิคุ้มกันโรค เป็นประโยชน์แตกต่างกันไป ดังนี้ 

          ผัก ผลไม้ สีแดง ที่เห็นคุณประโยชน์เด่นชัดเลยก็คือ มะเขือเทศ ทับทิม เชอร์รี่ สตรอเบอร์รี่ หรือแม้กระทั่งลูกแอปเปิ้ลแดงก็ตาม ในผัก ผลไม้สีแดงนี้จะมีสารไลโคพีน(Lycopene) กรดเอลลาจิก (Ellagic acid) แอนโธไซยานิน(Anthocyanin) และกรดแกลลิก (Gallic acid) ที่ช่วยทำให้ระบบการทำงานของต่อมลูกหมากดีขึ้น ทั้งยังเป็นสารต้านอนุมูลอิสระช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งหลายชนิดอีกด้วย 

         ผัก ผลไม้ สีเหลือง และสีส้ม จะช่วยในเรื่องของผิว เพราะมีเบต้าแคโรทีน(Bata-carotene) อยู่จำนวนมาก เช่น แครอท ฟักทอง ข้าวโพด ใครที่กินผัก ผลไม้ประเภทนี้มาก ๆ ผิวจะกลายเป็นสีเหลือง นั่นเป็นเพราะสารเบต้าแคโรทีนไปสะสมอยู่ตรงบริเวณผิวหนัง ซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโรคมะเร็งผิวหนัง ผัก ผลไม้ สีเหลือง มีส่วนช่วยในการลดระดับโคเลสเตอรอล ช่วยทำให้สีผิวหน้าที่เป็นฝ้าลดลงได้ รวมทั้งข้าวโพดเหลือง ๆ ที่ช่วยป้องกันความเสื่อมของจุดสี หรือแสงสีของเรตินาของดวงตาได้อีกด้วย 

        ผัก ผลไม้ สีเขียว ที่ แทบจะเรียกได้ว่ามีมากที่สุดในบรรดาผัก ผลไม้ต่าง ๆ เช่น บร็อคโคลี่ คะน้า กะหล่ำปลี ผักโขม ผักบุ้ง กวางตุ้ง โหระพา กะเพรา สะระแหน่ และวอเตอร์เครส โดยในผักสีเขียวจะอุดมไปด้วยสารไอโซไธโอไซยาเนท(Isothiocyanate) สารลูทีน (Lutein) สารซีแซนทีน (Zeaxanthin) สารคาเทชิน(Catechins) สารอาหารเหล่านี้จะเข้าไปมีส่วนช่วยทำให้เซลล์สามารถทำงานได้ดีขึ้น ทั้งยังสนับสนุนการทำงานของปอด หลอดเลือดแดง และตับอีกด้วย  
 
        ผัก ผลไม้ สีขาว ได้แก่ กระเทียม หอมใหญ่ เห็ด กะหล่ำดอก ผักกาดขาว ดอกแค และมะขามป้อม มีสารอาหารที่ช่วยเสริมให้ร่างกายแข็งแรงเช่นกัน โดยในกระเทียมมีสารอัลลิซิน(Allicin) สารเควอซิทิน(Quercetin) ที่ช่วยดูแลในเรื่องของกระดูก และทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตในร่างกายดี ดอกแคก็มีวิตามินซีสูง ช่วยป้องกันโรคหวัด มีเบต้าแคโรทีนสูง ช่วยให้ผิวสวย 
(อ้างอิงที่ 2)

           ในการกินผักผลไม้นั้น นอกจากจะได้รับสารอาหารที่เป็นประโยชน์อย่างครบถ้วนแล้ว ยังได้ในเรื่องของกากใยเพื่อช่วยในเรื่องของระบบขับถ่าย นอกจากนี้ผักผลไม้ยังมีส่วนช่วยในการฟื้นฟูร่างกายให้หายจากอาการบาดเจ็บได้ เร็วขึ้น มาใส่ใจในการกินผักผลไม้ ตั้งแต่วันนี้ เพื่อสุขภาพที่ดีในวันข้างหน้า

เอกสารอ้างอิง : 
 
1. กินผักทุกวัน เด็กไทยทำได้...ของขวัญวันเด็ก จาก กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขhttp://www.anamai.moph.go.th/ewtadmin/ewt/advisor /main.php?filename=070204
2. ผัก ผลไม้ 5 สี ดีมีประโยชน์, กองสร้างเสริมสุขภาพ สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร http://203.155.220.217/hpd/slide8.html

Health Life 2 You - สารอาหาร 11. แอนโทไซยานิน สารต้านมะเร็ง

11. แอนโทไซยานิน  ( Anthocyanin )

        อยู่ในกลุ่มพอลิฟินอลเช่นเดียวกับฟลาโวนอยด์ค่ะ ทำหน้าที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย และแน่นอนว่าเป็นสารแอนติออกซิแดนต์ที่ช่วยบำรุงเซลล์ประสาท กระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดแดง ช่วยบำรุง พบมากในผักผลไม้ที่มีสีแดง ม่วง และน้ำเงิน เช่น กระหล่ำปลีสีม่วง องุ่นแดง ดอกอัญชัน ชมพู่แดง ทับทิม กระเจี๊ยบ แอ๊ปเปิ้ล ฯลฯ

- แอนโทไซยานิน คืออะไร
 
       สาร Anthocyanin ( แอนโธไซยานิน ) เป็น
สาร ที่มีสีตั้งแต่สีน้ำเงินเข้มในสภาพวะเป็นด่าง (pH>7) มีสีม่วงเมื่อเป็นกลาง (pH 7) และจะเปลี่ยนเป็นสีแดงถึงส้มได้ในสภาวะเป็นกรด (pH< 7) เป็นสารสีที่พบได้ทั่วไปในดอกไม้ ผลไม้บางชนิด ใบหรือลำต้นของพืชบางชนิดที่มีสีจัด ในปริมาณเพียงน้อยนิดก็สามารถแสดงสีได้ในความเข้มสูง มนุษย์ในบางพื้นที่รู้จักใช้สารตัวนี้มาเป็นเวลานานแล้วในกิจกรรมต่างๆ เช่น ไทยใช้สีจากดอกอัญชันทำขนม จีนใช้สีของเปลือกไม้และใบไม้บางชนิดในการย้อมผ้าให้มีสีต่างๆ ยุโรปใช้ผลไม้ป่า (Wild Berry) ในการทำเครื่องสำอางและทำขนม ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเป็นอนุพันธ์หนึ่งของ Anthocyanin ที่พบได้ในธรรมชาติซึ่งให้สีน้ำเงิน สีม่วง และสีแดงบางชนิด เกิดจากสารกลุ่มแอนโทไซยานิน (Anthocyanin) เป็นโมเลกุลให้สีที่มีส่วนประกอบสองส่วนคือ แอนโทไซยานิดิน (Anthocyanidin) และน้ำตาล

  แอนโทไซยานิน มีหน้าที่ปกป้องผักและผลไม้จากการทำลายของรังสีอัลตราไวโอเลต มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ  การวิจัยพบว่าสารกลุ่มแอนโธไซยานินมีฤทธิ์ต้านออกซิเดชั่นของไขมันแอลดีแอล (LDL) และยังทำให้เซลล์บุผนังหลอดเลือดมีความอ่อนนิ่ม การกินผักและผลไม้ที่มีสีน้ำเงินและสีม่วงจึงสามารถชะลอการเกิดโรคไขมันอุด ตัน ในหลอดเลือดและโรคหลอดเลือดหัวใจแข็งตัวได้  ในประเทศไทยมีการใช้น้ำดอกอัญชันช่วยปลูกผมปลูกคิ้ว เชื่อว่าน้ำคั้นจากดอกอัญชันทำให้ผมดกดำได้สารแอนโธไซยานินในดอกอัญชันเพิ่ม ความสามารถในการมองเห็นหรือชะลอความเสื่อมของดวงตา เนื่องจากสารดังกล่าวเพิ่มความสามารถในการไหลเวียนเลือดในหลอดเลือดเล็กๆ ส่วนปลาย ทำให้มีเลือดมาเลี้ยงรากผมและดวงตาได้ดีขึ้นนั่นเอง ดอกอัญชันสามารถกินสดแก้ลมน้ำพริกหรือต้มน้ำดื่มก็ได้

    แอนโทไซยานิน สีม่วงจากพืชตระกูลบลูเบอร์รี่ ถูกใช้เพื่อเสริมสมรรถภาพการมองเห็นและลดปัญหาที่เกิดกับระบบหมุนเวียนของ เลือด ในลักษณะเดียวกับการใช้น้ำคั้นอัญชันมาเป็นเวลานาน มีการใช้ในผู้ป่วยเบาหวานและแผลในกระเพาะอาหาร จึงมีคุณสมบัติต้านการเกิดโรคมะเร็ง ทำให้เซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวตายและต้านการเกิดสารก่อมะเร็งในสัตว์ทดลอง


  พืชที่มี แอนโทไซยานิน มักพบสารกลุ่มโพลีฟีนอลด้วย สารกลุ่มนี้มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและช่วยชะลอสภาวะเสื่อมของเซลล์

    อาหารที่มีสีน้ำเงินและสีม่วง ได้แก่ กะหล่ำปลีม่วง มันสีม่วง องุ่นแดง ชมพู่มะเหมี่ยว ชมพู่แดงอื่นๆ ลูกหว้า ลูกไหน ลูกพรุน ลูกเกด ข้าวแดง ข้าวนิล ข้าวเหนียวดำ ถั่วแดงและถั่วดำ มะเขือม่วง หอมแดง หอมหัวใหญ่สีม่วง บลูเบอร์รี่ น้ำดอกอัญชัน น้ำว่านกาบหอย มันต้มสีม่วง และเผือก

  ดอกกระเจี๊ยบ มีสารสีแดงกลุ่มแอนโทไซยานิน เรียกว่า ไฮบิสซิน (Hibiscin) ไซยานิดิน-3-แซมบูบิโอไซด์และเดลฟินดิล-3-แซมบูบิโอไซด์ น้ำต้มดอกระเจี๊ยบมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ และมีฤทธิ์ลดความดันเลือดด้วยดอกกระเจี๊ยบสดมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูงกว่าดอกกระเจี๊ยบแห้ง

   มีรายงานในสัตว์ทดลองว่า หนูที่ได้รับน้ำคั้นดอกกระเจี๊ยบสดและดอกกระเจี๊ยบแห้งมีการทำงานของเอ็น ไซม์กำจัดสารพิษในตับสูงกว่าหนูกลุ่มควบคุม เมื่อการทดลองให้น้ำคั้นดอกกระเจี๊ยบสดและดอกแห้ง หนูทดลองที่ได้รับสารก่อมะเร็งพบว่า กลุ่มที่ได้รับกระเจี๊ยบมีเซลล์เริ่มก่อมะเร็งต่ำกว่ากลุ่มควบคุมเกินร้อยละ 50 น้ำคั้นดอกกระเจี๊ยบสดและดอกกระเจี๊ยบแห้งจึงอาจใช้ในการเสริมสร้างสุขภาพ ได้

ผลสตรอเบอร์รี่ เชอร์รี่ และเมล็ดทับทิม มีแอนโทไซยานินหลัก 2 ชนิด คือ ไซยานิดิน-3-กลูโคไซด์และเพลาโกไนดิน-3-กลูโคไซด์

งานวิจัยพบว่า ไซยานิดิน-3-กลูโคไซด์กระตุ้นการทำงานของยีน เอ็นไซม์ของเซลล์ผนังหลอดเลือดสร้างสารไนตริกออกไซด์ซึ่งทำให้ความคาดหวัง ว่า การบริโภคแอนโทไซยานินดังกล่าวควรจะแก้ไขปัญหา ที่เกิดกับเซลล์บุผนังหลอดเลือด ควบคุมความดันเลือดและป้องกันการชะลอการอุดตันและแข็งตัวของหลอดเลือดหัวใจ ได้

Health Life 2 You - สารอาหาร 10. ฟลาโวนอยด์ สารต้านมะเร็ง

10. ฟลาโวนอยด์  ( Flavonoid )

       ต้องบอกไว้หน่อยค่ะว่า ฟลาโวนอยด์เป็นสารพฤกษเคมีในกลุ่มพอลิฟีนอล ( Polyphenol ) เพราะจะมีสารในกลุ่มนี้อีกหลายชนืดที่เราได้ยินกันบ่อยๆ

       ฟลาโวนอยด์มีสารประกอบหลายชนิดที่ล้วนแล้วแต่มีคุณสมบัติเป้นแอนติออกซิแดนต์ เช่น ฟลาโวน ( Flavone ) และคาเทชิน ( Catechin ) สามารถป้องกันไม่ให้เซลล์และเนื้อเยื่อในร่างกายของเราถูกฟรีแรดิคัลทำลาย

        และเพราะเป็นสารพฤกษเคมี ฟลาโวนอยด์จึงพบเฉพาะในพืช,ผัก และผลไม้เท่านั้น เช่น ชาเขียว องุ่นแดง หอมหัวใหญ่ กระเทียม แอ๊ปเปิ้ล ถั่วเหลือง ส้ม ฯลฯ ในเนื้อส้มและใยส้มจะมีฟลาโวนอยด์อยู่มาก การกินส้มทั้งผลย่อมทำให้ได้รับคุณค่าสูงสุด

        - ฟลาโวนอยด์ ( flavonoid ) เป็น สารประกอบฟีนอลิค มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ    ( antioxidant ) ช่วยลดระดับโคเลสเตอรอลในกระแสเลือด ช่วยให้เม็ดเลือดไม่จับตัวเป็นก้อนจนอุดตัน ป้องกันการเกิดมะเร็ง เป็นสารต้านจุลินทรีย์ นอกจากนี้ยังเป็นสารต้านอาการแพ้ ต้านไวรัส ต้านการอักเสบ แต่สิ่งที่น่าสนใจมากที่สุดคือคุณสมบัติในการเป็นสารแอนติออกซิเดนท์ โดยสารฟลาโวนอยด์ ( flavonoid ) มีความสามารถในการลดการเกิดอนุมูลอิสระ หรือหากเกิดมีอนุมูลอิสระเกิดขึ้นแล้วฟลาโวนอยด์ก็สามารถกำจัดได้

        - ฟลาโวนอยด์ ( flavonoid ) พบมากในไวน์และชา ซึ่งเราจะเห็นได้ชัดในชาวฝรั่งเศสซึ่งส่วนใหญ่จะนิยมบริโภคเนยและน้ำมันหมู จำนวนมาก ซึ่งเป็นสาเหตุให้ระดับไขมันโคเลสเตอรอลในเลือดสูงและเสี่ยงต่อการเกิดโรค ความดันโลหิตสูง (Hyper tension) ด้วย แต่กลับพบว่าชาวฝรั่งเศสมีอัตราการตายเนื่องจากโรคหัวใจและหลอดเลือดน้อย กว่าชาวอเมริกันซึ่งมีพฤติกรรมการบริโภคอาหารคล้ายกันถึง 2.5 เท่า ที่เป็นเช่นนี้เพราะชาวฝรั่งเศสจะนิยมดื่มไวน์หลังอาหาร  ซึ่งมีสารฟลาโวนอยด์อยู่ในไวน์นั่นเอง โดยมีการศึกษาพบว่าการดื่มน้ำองุ่นชนิดสีม่วงในปริมาณแก้วละ 5 ออนซ์ วันละ 2 แก้ว จะช่วยลดการเกาะตัวของเม็ดเลือดได้ถึง 60% ซึ่งทำให้เม็ดเลือดไม่จับตัวเป็นก้อนจนอุดตัน ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของโรคหัวใจ แต่ทว่าไวน์นั้นมีราคาสูงถ้ารายได้น้อยๆ อย่างผมคงจะไม่ไหวจริงๆ คงจะซื้อได้แต่ขวดเปล่า 555+ แต่ถ้าเป็นชาละก็พอไหวครับ สารฟลาโวนอยด์ที่สำคัญ ที่พบมากในชาเขียว ได้แก่ คาเทชิน (catechin) ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ สารแอนติออกซิเดนท์ช่วยป้องกันไม่ให้ร่างกายได้รับความเสียหายจากอนุมูลอิสระ และยังทำงานร่วมกับสารแอนติออกซิเดนท์และเอนไซม์ อื่นๆ ในลำไส้ ตับ และปอด เพื่อป้องกันไม่ให้เซลล์เนื้องอกก่อตัว มีความสามารถในการป้องกันมะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีงานวิจัยพบว่าผูที่ดื่มชาเขียวตั้งแต่วันละ 10 ถ้วยขึ้นไป มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารน้อยลง และผู้ที่ดื่มชาเขียวตั้งแต่วันละ 2 ถ้วยขึ้นไป มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งตับอ่อนน้อยกว่าผู้ที่ไม่ได้ดื่มถึงเกือบ 60% และการดื่มชาประจำก็ให้ผลในการลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจได้เหมือนกัน กับการดื่มไวน์อีกด้วย และพบว่าชาที่สกัดเอาคาเฟอีนออกจะให้ผลน้อยกว่าชาที่ไม่ได้สกัดคาเฟอีน


 - งานวิจัยอุตสาหกรรมเภสัช และผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ 

          การวิจัยทางด้านอาหารส่วนใหญ่จะเน้นหนักไปที่ไวตามินและเกลือแร่เพราะถือว่า เป็นองค์ประกอบสำคัญแต่ฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) ก็เป็นกลุ่มอาหารกลุ่มหนึ่งที่มีคุณประโยชน์ต่อร่างกาย ฟลาโวนอยด์เป็น สารที่พบในพืช ซึ่งส่วนใหญ่จะมีสี สีจะหลากหลายเหมือนสีรุ้ง ถูกสกัดขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1930 โดย Albert Szent - Gyorgyri ซึ่งค้นพบไวตามินซี Szent-Gyorgyri พบว่าฟลาโวนอยด์ ทำให้ผนังหลอดเลือดแข็งแรงขึ้นใน ขณะที่ไวตามินซีไม่มี คุณสมบัตินี้ เขาได้ตั้งชื่อฟลาโวนอยด์ว่าไวตามิน P  แต่เนื่องจากฟลาโวนอยด์ มีสูตรโครงสร้างที่แตกต่างกันจึงไม่ได้จัดอยู่ในกลุ่ม ไวตามิน ฟลาโวนอยด์ที่พบในธรรมชาติจะอยู่ในรูปของอกลัยโคน (aglycone) อิสระหรือจับกับน้ำตาลเป็น กลัยโคไซด์ (glycoside) อกลัยโคนมีสูตรเป็น C6-C3-C6

        การที่ค้นพบว่าฟลาโวนอยด์มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ก็เนื่องมาจากการศึกษาเหตุและผลที่ขัดแย้งกันของชาวฝรั่งเศส กล่าวคือ ชาวฝรั่งเศสรับประทานเนยและไขมันมากกว่าชาวอเมริกัน 4 เท่า และ 3 เท่าตามลำดับ นอกจากนี้ระดับไขมันในเลือดและความดันโลหิตก็ยังสูงกว่าชาวอเมริกันแต่ชาว ฝรั่งเศสกลับ ตายด้วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบน้อยกว่าชาวอเมริกัน 2.5 เท่า   ซึ่งได้พบว่าชาวฝรั่งเศสดื่มเหล้าองุ่นเป็นประจำและพบว่าการดื่มเหล้าองุ่น 1-2 แก้วต่อวัน สามารถป้องกันโรคหัวใจได้ จากการศึกษาพบว่าเหล้าองุ่นแดงดีกว่าเหล้าองุ่นขาว ซึ่งแสดงว่าผลในการป้องกันนี้ไม่อยู่เพียงแค่แอลกอฮอล์

         นักวิจัยชาวอิสราเอล โดยการนำของ Lavy ศึกษาผลของการดื่มเหล้าองุ่นแดงและขาวพบว่าผู้ที่ดื่มเหล้าองุ่นแดงจะมี high density lipoprotein (HDL) ซึ่งเป็น cholesterol ดี สูงถึง26 % และ apolipoprotein A-1 ซึ่งมีส่วนสัมพันธ์กับ HDL เพิ่มขึ้น 12 % แต่ระดับของ HDL ไม่เปลี่ยนแปลงในคนที่ดื่มเหล้าองุ่นขาว Folts2 ได้ทดลองเกี่ยวกับเหล้าองุ่นแดง ขาว และน้ำองุ่นดำที่ผสมแอลกอฮอล์ สรุปได้ว่าฟลาโวนอยด์ที่มีอยู่ในอาหารและเครื่องดื่มอาจไปหน่วงเหนี่ยวขบวน การเกิดแผ่นไขมัน ทำให้ป้องกันหลอดเลือดตีบตันได้ นอกจากนี้ Connor3 ยังได้พบว่าชาวฝรั่งเศสรับประทานผักซึ่งอุดมไปด้วยไวตามิน แคโรตีน และฟลาโวนอยด์มาก นอกจากนี้ฟลาโวนอยด์ยังพบในใบชาต่าง ๆ เช่นเดียวกับฟลาโว-นอยด์ที่พบในองุ่น ผลไม้ และผัก ซึ่งป้องกันโรคหัวใจ Hartog และ Feskens4 ได้ศึกษาการบริโภคและการดำเนินชีวิตประจำวันของผู้ชาย 805 คน 


      *อายุ 65-84 ปี พบว่า คนที่รับประทานฟลาโวนอยด์มาก ๆ ซึ่งมีใน ใบชา หัวหอมและแอปเปิ้ล จะเป็นโรคหัวใจ หรือหัวใจล้มเหลวน้อยกว่าคนที่รับประทานฟลาโวนอยด์น้อย* 



      ซึ่งพบว่า ฟลาโวนอยด์เป็นตัวกำจัดการเกิด oxidation ของ LDL ซึ่งเป็นตัวสำคัญในขบวนการเกิดแผ่นไขมันImai และ Nakachi5 ได้ศึกษาผู้ชาย 1371คน เป็นเวลานาน 40 ปี เกี่ยวกับการบริโภคและสุขภาพ พบว่า คนชราที่ดื่มน้ำชา 10 ถ้วยขึ้นไป จะมีระดับ cholesterol และ triglycerides ในเลือดต่ำกว่าผู้ชายที่ดื่มน้ำชาน้อย โดยผู้ที่ดื่มน้ำชามาก ๆ จะมีระดับ HDLในเลือดสูงและมีระดับ LDL ในเลือดต่ำ นอกจากนี้ยังลดระดับของ enzyme บางชนิดในตับ ทำให้ลดโอกาสที่จะเป็นโรคตับ Conney6 ได้ ทดลองให้หนูกินน้ำชาชนิดต่าง ๆ 4 ชนิด และฉายแสง UV หรือให้สารเคมีที่จะทำให้เกิดมะเร็ง พบว่าหนูที่กินน้ำชาจะมีจำนวนและขนาดของเนื้องอกลดลง ชาดำให้ผลดีมากที่สุด (93%) 

       เมื่อเปรียบเทียบกับหนูที่ได้รับน้ำ ชาเขียวให้ผลเกือบเท่าชาดำ (88%) ชาดำและชาเขียวที่เอาคาเฟอีนออกให้ผลดีเพียง 77 และ 72 % ซึ่งอาจจะเป็นเพราะฟลาโวนอยด์สูญเสียไปในขบวนการที่ เอาคาเฟอีนออกนอกจากนี้ ฟลาโวนอยด์ในถั่วเหลืองก็ยังมีผลต่อการลดระดับ cholesterol ในเลือด Anderson7 พบว่าการบริโภคโปรตีนถั่วเหลือง 47 กรัมต่อวัน จะลดระดับ cholesterol, LDL และ triglycerides ได้อย่างชัดเจน เนื่องจากปริมาณการบริโภคโปรตีนถั่วเหลืองอาจแตกต่างกัน Anderson ได้พิสูจน์ว่าถ้ารับประทานโปรตีนถั่วเหลือง 25 กรัมต่อวัน จะลดระดับ cholesterol ได้ประมาณ 8.9 % และ 50 กรัม จะลดได้ 17.4 % การรับประทานโปรตีนถั่วเหลืองทำได้ง่ายมาก โดยการดื่มนมถั่วเหลือง 1 ถ้วย (ประมาณ 250 ซีซี) จะได้โปรตีนประมาณ 4-10 กรัม เต้าหู้ 120 กรัม จะได้โปรตีน 8-13 กรัม
      จะเห็นได้ว่าฟลาโว-นอยด์ให้คุณค่าทางอาหารมากพอ ๆ กับไวตามินและแร่ธาตุ ดังนั้นจึงควรรับประทานผัก ผลไม้ ชา และถั่วเหลืองให้มาก เพื่อป้องกันโรคมะเร็งและโรคหัวใจที่เกิดจาก Cholesterol 


References

1. Lavy A. Annals of Nutrition and Metabolism 1994; 38 : 287-94.
2. Folts J. D. Circulation 1995; 91 : 1182-8.
3. Connor W. E. Circulation 1995; 88: 2771-9.
4. Hartog M. and Feskens E. The Lancet 1993; 342: 1007-11.
5. Imai K. and Nakachi K. British Medical Journal 1995; 310: 693-6.
6. Conney A. Cancer Research 1994; 54: 3428-35.
7. Anderson J. W. New England Journal of Medicine 1995; 333: 276-82.



วันเสาร์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2555

Health Life 2 You - สารอาหาร 9.แคปไซซิน สารต้านมะเร็ง

9. แคปไซซิน  ( Capsaicin )

        หลายคนอาจได้ยินชื่อสารชนิดนี้มาบ้างจากพริก คุณสมบัติเผ็ดร้อนของแคปไซซิน เป็นตัวทำให้พริกหรือเครื่องเทสบางชนิดมีความเผ็ด ความเผ้ดมีประโยชน์หลายอย่างค่ะ ช่วยลดอาการปวด ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด และช่วยละลายลิ่มเลือด

       ส่วนคุณสมบัติในการต้านมะเร็ง แคปไซซินจะยับยั้งสารเคมีที่เป้นตัวกระตุ้นการมะเร็งจากการสูบบุหรี่ได้ งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยนอตทิงแฮมประเทศอังกฤษ รายงานว่า สารชนิดนี้จะไปทำให้เซลล์มะเร็งตาย โดยไม่ไปทำร้ายเซลล์ดีที่อยู่รอบๆ

       ผลวิจัยพบสารแคปไซซิน (Capsaicin) ในพริกขี้หนู ซึ่งทำให้เกิดความเผ็ดร้อน สามารถนำไปใช้ประโยชน์ทางยา ลดระดับน้ำตาลในเลือดได้

       รศ.สุ พีชา วิทยเลิศปัญญา ภาควิชาเภสัชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ศึกษาวิจัยเรื่อง "เภสัชจลนศาสตร์ของสารแคปไซซินในพริกขี้หนูสด และฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของพริกขี้หนูสดต่อน้ำตาลในเลือดในอาสาสมัครสุขภาพดี" เพื่อพิสูจน์สรรพคุณของสารแคปไซซินว่าสามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดได้หรือไม่

       "แคปไซซินพบมากที่สุดบริเวณรกของพริกขี้หนู วิธีการวิจัยระยะแรกจะศึกษานำร่องในอาสาสมัครจำนวน 2 ราย เพื่อพิสูจน์ปริมาณที่เหมาะสมของสารตัวนี้ที่มีผลทำให้ระดับน้ำตาลลดลง โดยใช้พริกขี้หนูขนาด 5 กรัม พบว่าสามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดลงชัดเจน จากนั้นทดลองในอาสาสมัครจำนวนเพิ่มขึ้นเป็น 12 ราย กลุ่มหนึ่งทานพริกขี้หนูบรรจุในแคปซูลพร้อมกับน้ำตาลความเข้มข้นสูง อีกกลุ่มทานแคปซูลเปล่า เพื่อเปรียบเทียบผลแล้วจึงวัดระดับน้ำตาลในเลือดทุก 15 นาที ตั้งแต่เริ่มทานยาเป็นเวลา 2 ชั่วโมง ปรากฏว่าระดับน้ำตาลในเลือดลดลงอย่างเห็นได้ชัดในนาทีที่ 30 โดยกลุ่มที่ทานพริกขี้หนูสดมีระดับน้ำตาลลดลงมากกว่ากลุ่มที่ทานแคปซูล เปล่า" รศ.สุพีชา ระบุ

       ผลการวิจัยสรุปได้ว่าพริกขี้หนูสดขนาด 5 กรัมมีคุณสมบัติในการลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ และสามารถกระตุ้นการหลั่งอินซูลินได้ ผลที่ได้น่าจะมาจากการที่แคปไซซินดูดซึมเข้าสู่ร่างกายและออกฤทธิ์กระตุ้น การหลั่งอินซูลินนั่นเอง

      "นอกจากพริกขี้หนูสดแล้วยังมีสมุนไพรชนิด อื่น เช่น ใบหม่อน มะระขี้นก ฯลฯ ที่มีผลต่อการลดระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งจะต้องศึกษาวิจัยต่อไป เพื่อใช้สมุนไพรดังกล่าวเสริมกับการรับประทานยาแผนปัจจุบัน สำหรับงานวิจัยที่จะทำต่อไปในอนาคตจะศึกษาวิจัยเพิ่มเติมในกลุ่มผู้ป่วยเบา หวาน" รศ.สุพีชา กล่าว


            พริก...ช่วย บรรเทาอาการไข้หวัด ช่วยให้ระบบการหายใจสะดวกสบายยิ่งขึ้น สารแคปไซซินที่อยู่ในพริกมีคุณสมบัติช่วยลดน้ำมูกหรือลดปริมาณสารที่ขัดขวาง ระบบการหายใจ ในผู้ป่วยที่เป็นไข้หวัด ไซนัส หรือโรคภูมิแพ้ต่างๆ ช่วย บรรเทาอาการไอ สารแคปไซซินเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของตัวยาหลายๆ ชนิด นอกจากนั้นสารเบตาแคโรทีนในพริกช่วยป้องกันการติดเชื้อต่างๆ ในบริเวณเนื้อเยื่อบุผนังช่องปาก จมูก ลำคอ และปอด

            พริก...ช่วย ลดการอุดตันของเส้นเลือด หรือการเสียชีวิตอันเนื่องมาจากเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมองอุดตัน การบริโภคพริกเป็นประจำจะช่วยลดอัตราความเสี่ยงจากการอุดตันของเส้นเลือด นับเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคหัวใจล้มเหลว เนื่องจากพริกช่วยให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้นและช่วยลดความดัน เพราะว่าในพริกมีสารจำพวกเบตาแคโรทีนและวิตามินซี ซึ่งช่วยเสริมสร้างผนังหลอดเลือดให้แข็งแรงเพิ่มการยืดตัวของผนังหลอดเลือด ทำให้ปรับตัวเข้ากับแรงดันระดับต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น

            พริก...ช่วย ลดปริมาณสารคอเลสเตอรอล สารแคปไซซินช่วยป้องกันมิให้ตับสร้างคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL-Low density lipoprotein) ในขณะเดียวกันก็ส่งเสริมให้มีการสร้างคอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL-high density lipoprotein) มากขึ้น ทำให้ปริมาณของไตรกลีเซอไรด์ในกระแสเลือดต่ำลง เป็นผลดีต่อสุขภาพของผู้บริโภค

            พริก...ช่วยลด ความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง เนื่องจากพริกเป็นพืชผักที่มีวิตามินซีสูง การบริโภคอาหารที่มีวิตามินซีมากๆ จะช่วยปกป้องการเกิดโรคมะเร็งได้ วิตามินซียับยั้งการสร้างไนโตรซามีนซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งในระบบทางเดินอาหาร วิตามินซีช่วยเสริมสร้างคอลลาเจนซึ่งเป็นส่วนประกอบของกระดูกอ่อน รวมถึงเป็นส่วนประกอบของผิวหนัง กล้ามเนื้อและปอด คอลลาเจนเป็นโปรตีนที่สามารถหยุดการแพร่กระจายของเซลล์เนื้อร้ายได้
นอกจากนี้ วิตามินซียังเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) คือสามารถยุติหรือขัดขวางบทบาทของอนุมูลอิสระ (free radicals) ที่จะก่อให้เกิดการกลายพันธุ์ของเซลล์จนเป็นเซลล์มะเร็งในที่สุด สารเบตาแคโรทีนในพริกช่วยลดอัตราการเสี่ยงของโรคมะเร็งในปอด และในช่องปาก คนที่รับประทานผักที่มีสารเบตาแคโรทีนน้อย จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งมากกว่าคนที่รับประทานผักที่มีเบตาแคโรที นสูงถึง 7 เท่า

           คุณสมบัติของสารเบตาแคโรทีนจะช่วยลดอัตราการกลายพันธุ์ของเซลล์ และทำลายเซลล์มะเร็ง สำหรับพริกบางชนิดที่มีสีม่วงจะมีสารพวกแอนโทไซยานิน ซึ่งสารนี้มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ คือ สามารถทำลายอนุมูลอิสระได้เช่นกัน

           พริก...ช่วย บรรเทาอาการเจ็บปวด เช่น ลดอาการปวดฟัน บรรเทาอาการเจ็บคอ และการอักเสบของผิวหนัง เป็นต้น ในปัจจุบันมีการใช้สารแคปไซซินเป็นส่วนประกอบของขี้ผึ้ง ใช้บรรเทาอาการปวดอันเนื่องมาจากผดผื่นคันและอาการผื่นแดงบริเวณผิวหนัง รวมทั้งอาการปวดที่เกิดจากเส้นเอ็น โรคเกาต์ หรือโรคข้อต่ออักเสบ เป็นต้น นอกจากนี้ผลการทดลองใหม่ๆยังบ่งชี้ว่าสารแคปไซซินช่วยลดอาการปวดศีรษะและไม เกรนลงได้
  
           พริก...ช่วย เสริมสร้างสุขภาพและอารมณ์ดี เนื่องจากสารแคปไซซินมีส่วนในการส่งสัญญาณให้ต่อมใต้สมองสร้างสาร เอนดอร์ฟิน (endorphin มาจากคำว่า endogenous morphine) ขึ้น สารเอนดอร์ฟินเป็นเปปไทด์ขนาดเล็ก (โปรตีนสายสั้นๆ) มีคุณสมบัติคล้ายมอร์ฟีน คือ บรรเทาอาการเจ็บปวด ในขณะเดียวกันก็สร้างอารมณ์ให้ดีขึ้น ยิ่งรับประทานเข้าไปมากเท่าใด ร่างกายก็จะสร้างเอนดอร์ฟินขึ้นมามากขึ้นเท่านั้น ปกติร่างกายของคนเราจะสร้างสารเอนดอร์ฟินขึ้นภายหลังการออกกำลังกาย ดังนั้นการออกกำลังกายแม้จะทำให้ร่างกายเมื่อยล้า แต่ผู้ออกกำลังกายจะรู้สึกสดชื่นแจ่มใส
ถ้าต้องการบรรเทาความเผ็ดของอาหารในปากควรดื่มแอลกอฮอล์ หรือรับประทานอาหารที่มีไขมันเป็นส่วนประกอบมากกว่าการดื่มน้ำ เพราะการดื่มน้ำมีผลเพียงช่วยบรรเทาอาการแสบร้อนได้เท่านั้น แต่ความเผ็ดก็ยังไม่ได้ลดลง เนื่องจากว่า ‘น้ำ' ละลายสารดังกล่าวได้ไม่ดี...นั่นเอง

Tips

          เกณฑ์วัดระดับความเผ็ดร้อนสากลของพริกหรือผักผลไม้ที่มีสารแคปไซ ซินซึ่งให้ความเผ็ดร้อนนี้เรียกว่า สโกวิลล์ (Seoville) เป็นคำที่ตั้งขึ้นตามชื่อของผู้คิดค้นวิธีการวัดระดับนี้ ซึ่งก็คือ วิลเบอร์ ลินคอร์น สโกวิลล์ นักเคมีชาวอเมริกัน โดยเขาได้คิดค้นระดับวัดความเผ็ดนี้ขึ้นในปี ค.ศ. 1912 ขณะทำงานอยู่ที่บริษัทผลิตยา พาร์ก เดวิส เพื่อวัดความฉุนหรือความเผ็ดร้อนของพริกต่างชนิดกัน

         สำหรับความเผ็ดที่วัดได้จากพริกขี้หนูสวนบ้านเรานั้นจะอยู่ที่ 50,000-100,000 สโกวิลล์ ในขณะที่สารแคปไซซินบริสุทธิ์นั้นมีค่าประมาณ 15,000,000-16,000,000 สโกวิลล์ ส่วนพริกที่ได้รับการบันทึกลงในกินเนสส์บุ๊กว่าเผ็ดที่สุดในโลกก็คือ พริกฮาบาเนโร จากเรด ซาบีนา วัดค่าได้ถึง 350,000-577,000 สโกวิลล์...เลยทีเดียว

         คุณหรือหรือไม่คะว่าในพริกมีสารชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า “แคปไซซิน” ซึ่งเป็นตัวที่ช่วยเร่งกระบวนการเผาผลาญได้ โดยจะทำให้ร่างกายของเราสามารถใช้แคลอรีได้เร็วขึ้น เพราะในสารแคปไซซินช่วยทำให้อุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้นนั่นเองค่ะ นอกจากนี้ มีงานวิจัยที่พบว่า คนที่กินอาหารรสเผ็ดจะสามารถกินอาหารได้ในปริมาณที่น้อยลง ทำให้ผอมลงได้ค่ะ และช่วยรักษาอาการอักเสบในร่างกายได้อีกด้วยค่ะ

>> ประโยชน์ของการกินเผ็ด
  • ทำให้อุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้น และความดันโลหิตลดลง แต่จะไหลเวียนไปทั่วร่างกายสะดวกยิ่งขึ้นค่ะ
  • พริกช่วยเสริมสร้างผนังหลอดเลือดด้วยค่ะ เพราะประกอบไปด้วยวิตามินเอและวิตามินซีนั่นเอง
  • อาหารที่มีรสเผ็ดจะช่วยชะลอการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งได้ค่ะ
  • ช่วยส่งเสริมระบบย่อยอาหารได้ค่ะ เพราะมันจะไปเพิ่มการหลั่งน้ำกรดในกระเพาะอาหาร
  • แคปไซซินในอาหารรสเผ็ดจะช่วยฆ่าแบคทีเรีย H.Pylori ที่เป็นตัวการของแผลในกระเพาะอาหาร และป้องกันโรคกระเพาะได้ค่ะ แต่ถ้าคุณเป็นโรคกระเพาะแล้วก็ไม่สามารถช่วยได้ค่ะ
  • ขมิ้นชัน จะช่วยลดอาการอักเสบบริเวณข้อต่อ โดยมี Curcumin เป็นสารประกอบหลัก และมีคุณสมบัติบรรเทาอาการปวดข้อด้วยค่ะ
  • พริกขี้หนูจะช่วยเพิ่มระดับของฮอร์โมนเอ็นดอร์ฟินและเซโรโทนิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนแห่งความสุข เพราะฉะนั้นมันจึงเป็นสมุนไพรที่ช่วยต้านโรคซึมเศร้า และคลายเครียดได้ด้วยค่ะ
>> โทษของการกินเผ็ด
  • หากกินรสเผ็ดจัดเกินไป จะทำให้เป็นโรคกระเพาะและผนังกระเพาะอักเสบได้ค่ะ
  • เป็นการกระตุ้นให้เกิดกรดไหลย้อนค่ะ การที่เราเรอหลังจากกินอาหารรสเผ็ดเข้าไปไม่ได้แปลว่าเราไม่มีมารยาทนะคะ แต่นั่นเกิดจากร่างกายของเราไม่สามารถจัดการกับอาการรสจัดได้ค่ะ
  • ทำให้นอนไม่หลับ เนื่องจากอาหารรสเผ็ดไปเพิ่มอุณหภูมิให้สูงขึ้นนั่นเองค่ะ
  • ทำให้ปุ่มรับรสเสียไปถ้าหากกินเผ็ดนานๆ ไป

Health Life 2 You - สารอาหาร 8. ลูทีน สารต้านมะเร็ง

8. ลูทีน  ( Lutein )

      เป็นสารกลุ่มแคโรทีนอยด์ มีสีเหลืองสามารถต้านฟรีแรติคัล มีประดยชน์อันดดดเด่น คือ การปกป้องตัวตาและบำรุงสายตา ช่วยชลอความเสื่อมของดวงตาให้ช้าลง ถ้าพูดถึงคุณสมบัติในการต้านมะเร็ง ลูทีนจะช่วยลดโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ และมะเร็งเต้านมได้ค่ะ
     
      เราจะหาลูทีนในอาหารได้จากผักสีเขียว ส้ม กีวี องุ่น ผักโขม ฯลฯ

- สารลูทีน (Lutein) คืออะไร 

       สารลูทีน (Lutein) เป็นสารสกัดจากธรรมชาติ จัดอยู่ในกลุ่มสารที่มีสี ในตระกูลแคโรทีนอยด์ เป็นสารที่พบบริเวณตา ลูทีนเป็นแคโรทีนอยด์สีเหลือง ซึ่งมีส่วนอย่างมาก ในการต่อต้านสารต้านอนุมูลอิสระ ลูทีนพบได้ทั่วไปในผักใบเขียว ข้าวโพด และ ไข่แดง และมีส่วนสำคัญในการบำรุงสายตา โมเลกุลของลูทีนพบในปริมาณสูงในจุดของดวงตา โดยที่ ลูทีนจะฉาบบนผิวของเรตินา (Retina) บริเวณจุดรับภาพของลูกตา (macula) ซึ่งเป็ตำแหน่งที่สำคัญที่สุดในจอประสาทตา เพราะเป็นจุดที่รูปภาพและแสงสว่าง ส่วนมากจะมาตกบริเวณนี้ ซึ่งเป็นส่วนที่จอตารับภาพได้ชัดเจนที่สุด ลูทีนจะช่วยในการดูดซับ แสงสีน้ำเงินในแถบสีการมองเห็น และช่วยปกป้องการทำลาย ของคลื่นสั้นที่มีต่อเยื่อบุผิวเรตินาจากการศึกษา พบว่า ระดับลูทีน 2.0 – 6.9 มิลลิกรัมต่อวัน จะช่วยป้องกันความเสื่อมของจุดด่างในดวงตา

      *ดังนั้นพอจะพูดได้ว่า สารลูทีนจะช่วยสร้างสารต้านอนุมูลอิสระ ในการป้องกันเยื่อแก้วตา (retina)

- หน้าที่ของ Lutein
  1. Lutein ทำหน้าที่ช่วยให้มองภาพได้คมชัด และเห็นรายละเอียดของภาพดีขึ้น
  2. Lutein มีรายงานถึงผลการวิจัยที่ชัดเจนมากมาย สามรถลดอุบัติการณ์ โรคต้อกระจกในผู้สูงอายุได้จริง
  3. Lutein ลดความเสี่ยง ในการเป็นโรค จุดรับภาพเสื่อม (Age - Related Mascular Degeneration หรือ AMD)
  4. Lutein ลดอุบัติการณ์โรคมะเร็งเต้านมในสตรี กลุ่มที่มีความเสี่ยง
  5. Lutein ลดกลไกการเกิด Plague ในผนักเส้นเลือด ทำให้ลดอัตราการเป็นโรคหัวใจขาดเลือด และโรคหลอดเลือดตีบในสมอง
        การ รับประทานลูทีน ในปริมาณที่สูง จะมีอัตราเสี่ยงต่ำกว่า 43% สำหรับภาวะการเสื่อมของจอประสาทตา เมื่อเปรียบเทียบการรับประทานในปริมาณที่ต่ำ จากการศึกษากลุ่มตัวอย่าง จำนวน 876 คนซึ่งมีอายุ ระหว่าง 55-80 ปี การได้รับลูทีน และ ซีซานทีน ในอัตราสูง จะช่วยลดความเสี่ยง ของจอประสาทตาเสื่อมอย่างเฉียบพลันตามอายุได้

      จากประสิทธิภาพของลูทีน ที่ช่วยชะลออาการจอประสาทตาเสื่อม ของผู้ใหญ่ จึงมีการศึกษาประโยชน์ของลูทีน ที่มีต่อการปกป้องจอประสาทตา ของทารก และ เด็ก เล็ก เพิ่มมากขึ้น

      จากการศึกษาคนไข้จำนวน 421 คน แสดงให้เห็นว่า ผู้ที่ได้รับลูทีนและซีซานทีนในระดับสูงที่สุด จะมีส่วนสำคัญ ต่อการลดระดับอัตราเสี่ยงของความเสื่อม ของตาตามอายุได้

      จากการศึกษาแสดงให้เห็นว่า หญิงและชายที่ได้รับ ลูทีนในระดับสูงที่สุด จะเป็นต้อกระจกในอัตราที่ต่ำกว่า ผู้ที่ไม่รับประทานลูทีนจากผัก แล ะผลไม้และสารลูทีนอาจช่วยป้องกันมะเร็งปอด มะเร็งสำไส้ และมะเร็งเต้านม พบว่าการรับประทานสารลูทีน ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ในทั้งผู้ชาย ผู้หญิง และการลดอัตราเสี่ยงที่สำคัญที่สุดคือ การตรวจพบการเป็นโรคมะเร็งลำไส้ระยะเริ่มแรก การรับประทานผักที่อุดมไปด้วยแคโรทีนอยด์ ซึ่งประกอบด้วยลูทีนในปริมาณสูง จะมีความสัมพันธ์กับอัตราเสี่ยง ในการเป็นโรคมะเร็งเต้านมที่ลดลง โดยเฉพาะสำหรับสตรีที่มีประวัติว่า มีบุคคลในครอบครัวเป็นโรคมะเร็งเต้านม

- ดังนั้นพอจะสรุปได้ว่า Lutein ประโยชน์ดังนี้
  1. ช่วยให้ตาแข็งแรง ป้องกันประสาทตาเสื่อม
  2. เพิ่มความแข็งแกร่ง ให้กับผนังหลอดเลือดใหญ่ และเส้นเลือดฝอย
  3. เป็นสารที่ช่วยเสริมสร้าง สุขภาพร่างกายให้แข็งแรง
  4. ช่วย เสริมสร้างการมองเห็น โดยช่วยป้องกันการเสื่อมของ Mascular ที่จุดเล็กๆ ตรงกลางของที่รับแสงในตา (Retina) อันเป็นส่วนสำคัญของ Main pigment (สี) ในฉากรับแสงของตา จะช่วยป้องกันมิให้แสงอาทิตย์ทำลายเรตินา
  5. ป้องกันโรคจุดรับภาพเสื่อม หรือจอประสาทตาเสื่อม AMD (Age - Related Mascular Degeneration)
  6. ช่วยป้องกันและลดอาการของโรคต้อกระจก (Cataracts)
  7. ช่วยป้องกันโรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง
  8. ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ (Free radical) ที่ทำลายเซลล์ตา ทำให้เซลล์แข็งแรง ช่วยชะลอความเสื่อมของตา
  9. ช่วยบำรุงระบบการไหลเวียนของเลือด และเส้นเลือดฝอยที่เลี้ยงตา
  10. เพิ่มสมรรถภาพในการมองเห็นได้ดีในที่มืด
  11. ช่วยแก้สายตาที่ไม่ดีและโรคเกี่ยวกับตา
        ลูทีนถือเป็นสารอาหารที่มีความ สำคัญในการปกป้องจอประสาทตา โดยลูทีน จะทำงานร่วมกันกับกรดไขมันดีเอชเอ และ เอเอ ซึ่งมีส่วนช่วยในการเสริม สร้างพัฒนาการด้านการมองเห็นของเด็ก โดยดีเอชเอและเอเอ จะทำหน้าที่เหมือนเป็นหลอดไฟ ส่วนลูทีน จะทำหน้าที่เหมือนเป็นสารเคลือบหลอดไฟ ไม่ให้เสื่อมเร็ว และนอกจากลูทีนจะพบมากในดวงตาของคนเราแล้ว ยังพบได้ในสมองในส่วนที่เกี่ยวกับการมองเห็นถึงร้อยละ 66 จึงเชื่อว่าลูทีนมีส่วนช่วยในการรับภาพ และ ส่งต่อไปยังสมองได้ดีขึ้นอีกด้วย

        อย่างไรก็ตาม สารอาหารลูทีนนี้ ร่างกายของคนเรา ไม่สามารถสังเคราะห์สารลูทีนขึ้นมาใช้เองได้ จะต้องกินเข้าไปเท่านั้น โดยพบมากในน้ำนมแม่ เด็กแรกเกิดที่ได้กินนมแม่นั้นจะได้รับลูทีน ผ่านทางน้ำนมโดยตรง หากไม่ได้รับสารอาหารที่ช่วยปกป้องดวงตาอย่างเพียงพอ

        ดังนั้น การดูแลปกป้องดวงตา และเอาใจใส่เรื่องการกินอาหาร จะทำให้ลูกได้รับสารอาหารที่จำเป็น มีประโยชน์ต่อร่างกาย และมีพัฒนาการทางสายตาที่สมบูรณ์ จึงจำเป็นต้องให้ลูกได้ดื่มนมแม่ตั้งแต่แรกเกิดไปจนถึง 1 ขวบ

   - การรับประทานแคโรทีนอยด์ในปริมาณที่สูงที่สุดจะมี อัตราเสี่ยงต่ำกว่า 43% สำหรับภาวะการเสื่อมของจอประสาทตาตามอายุอย่างเฉียบพลันของจอประสาทตา เมื่อเปรียบเทียบการรับประทานในปริมาณที่ต่ำที่สุด จากการศึกษากลุ่มตัวอย่างจำนวน 876 คนซึ่งมีอายุ ระหว่าง 55-80 ปี การได้รับลูทีนและซีซานทีน ในอัตราสูงจะช่วยลดความเสี่ยงของจอประสาทตาเสื่อมอย่างเฉียบพลันตามอายุได้

    - จาก การศึกษาคนไข้จำนวน 421 คน แสดงให้เห็นว่าผู้ที่ได้รับลูทีนและซีซานทีนในระดับสูงที่สุดจะมีส่วน สำคัญต่อการลดระดับอัตราเสี่ยงของความเสื่อมของ ตาตามอายุได้

    - จาก การศึกษาแสดงให้เห็นว่า หญิงและชายที่ได้รับ ลูทีนในระดับสูงที่สุดจะเป็นต้อกระจกในอัตราที่ต่ำกว่า ผู้ที่ไม่รับประทานลูทีนจากผักและผลไม้เละสารลูทีนอาจช่วยป้องกันมะเร็งปอด มะเร็งสำไส้ และมะเร็งเต้านม พบว่าการรับประทานสารลูทีน ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ในทั้งผู้ชาย ผู้หญิง และการลดอัตราเสี่ยงที่สำคัญที่สุดคือการตรวจพบการเป็นโรคมะเร็งลำไส้ระยะ เริ่มแรก การรับประทานผักที่อุดมไปด้วยแคโรทีนอยด์ ซึ่งประกอบด้วยลูทีนในปริมาณสูงจะมีความสัมพันธ์กับอัตราเสี่ยงในการเป็นโรค มะเร็งเต้านมที่ลดลง โดยเฉพาะสำหรับสตรีที่มีประวัติว่ามีบุคคลในครอบครัวเป็นโรคมะเร็งเต้านม

อ้างอิง

    * รศ.ดร.วินัย ดะห์ลัน , เอกสารประกอบการบรรยาย "โภชนาการพื้นฐานเพื่อการมีสุขภาพสมบูรณ์สูงสุด" , พ.ศ. 2550

Health Life 2 You - สารอาหาร 7. ไลโคปีน สารต้านมะเร็ง

7. ไลโคปีน  ( Lycopene )
   
        จัดเป้นสารในกลุ่มแคโรทีนอยด์ ซึ่งสามารถต่อต้านฟรีแรดิคัลได้ดีมากๆ และช่วยชลอวัยให้เสื่อมช้าลง

        บทความจาก American Cancer Society บอกว่า คนที่กินมะเขือเทศมากๆ พบว่าลดอัตราเสี่ยงการเกิดมะเร็งบางชนิด โดยเฉพาะมะเร็งปอดและมะเร็งในช่องท้อง

        เนื่องจากไลโคปีนเป็นสารพฤกษเคมีที่ให้สีแดง เพราะฉะนั้นผัก,ผลไม้ที่มีสีแดงมักจะอุดมไปด้วยสารอาหารนี้ เพราะฉะนั้นผักผลไม้ที่มีสีแดงมักอุดทไปด้วยสารอาหารนี้ เช่น แตงโม มะเขือเทศ มะละกอ ฝรั่งขี้นก ( เวลาสุกเนื้อในเป้นสีชมพู ) เกรปฟรุตสีชมพู ฯลฯ

- ไลโคปีน (Lycopene) คืออะไร 

        ไลโคปีน (Lycopene) คือ แคโรทีนอยด์ชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญ ของสีแดงของมะเขือเทศ และแตงโม ที่มีโครงสร้างโมเลกุล ที่ยาวกว่าแคโรทีนอยด์ชนิดอื่นๆทำให้ ไลโคปีน เป็นแคโรทีนอยด์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด มีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูล อิสระซึ่งจะช่วยลดความผิดปกติ และความเสื่อมของเซลล์ อันเนื่องมาจากการทำลายของอนุมูลอิสระ

        มีผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ การแพทย์ว่า ปริมาณไลโคปีนในร่างกายจะลดลงเมื่อ อายุมากขึ้น และพบว่าปริมาณสารไลโคปีนในร่างกาย มีความสัมพันธ์แบบผกผัน กับอัตราการเกิด โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก ผู้ป่วยที่มีปริมาณสารไลโคปีนในร่างกายต่ำ จะมีความเสี่ยงต่อ โรคมะเร็ง ต่อมลูกหมากเพิ่มขี้น

        * ไลโคปีนช่วยลดอัตราเสี่ยงการเป็นมะเร็งหลายชนิด โดยเฉพาะมะเร็งต่อมลูกหมาก

       ไลโคปีน มีมากในมะเขือเทศ จากการทดสอบ โดยให้ ผู้เข้ารับการทดสอบรับประทานมะเขือเทศ ในปริมาณสูงที่สุด 10 ครั้งต่อสัปดาห์ มีอัตราเสี่ยง ในการเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมากต่ำกว่า เมื่อเปรียบ เทียบกับผู้ที่รับประทานน้อยกว่า 1.5 ครั้งต่อสัปดาห์

        การรับประทานมะเขือเทศในอัตราสูง จะช่วยลดอัตราการเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก ทุกประเภท ได้ถึง 35% และลดความรุนแรงของโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก 53%

        สารสกัดจากมะเขือเทศ ที่ประกอบด้วยไลโคปีน 30 มิลลิกรัมต่อวัน จะช่วยลดการเจริญเติบโต ของโรคมะเร็งต่อมลูกหมากในคนไข้ ภายหลังจากการรักษา โรคมาแล้ว 3 สัปดาห์

- ความสำคัญของ ไลโคปีน 

        ไลโคปีน อาจจะมีส่วนสำคัญในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง เต้านมและมะเร็งปากมดลูก โดยจะลดการเกิดเนื้องอก และยับยั้งการพัฒนา วงจรชีวิตของเซลล์ในช่วงต้น ของการเกิดเซลล์มะเร็ง (ระยะ G1) ไลโคปีนอาจช่วยป้องกันความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ

         บุคคลที่มีสารสกัดพลาสมาไลโคปีน ที่สูงที่สุดจะมี เปอร์เซ็นต์ของการเกิดการหนาตัว ของหลอดเลือด IMT (intima-mediated thickness) ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ของโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด ระยะเริ่มต้นได้ต่ำสุด ถึง 90%

        ** ดังนั้นการได้รับ ไลโคปีนในปริมาณที่สูง อาจช่วยลดอัตราเสี่ยง ของการเป็นโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด

      *** การรับประทานไลโคปีน สามารถลดอัตราเสี่ยงของการ เป็นกล้ามเนื้อหัวใจอุดตันต่ำกว่า 60% สำหรับ บุคคลที่ มีสารสกัดไลโคปีนสูงที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับ ผู้ที่มีสารสกัดไลโคปีนต่ำสุด ไลโคปีนอาจจะลดความรุนแรง ของการเผาไหม้ของผิวหนังจากแสงอาทิตย์

        - ไลโคปีน (Lycopene)  คือสารสีแดงในมะเขือเทศ มีส่วนช่วยลดอัตราเสี่ยงการเป็นมะเร็งหลายชนิด โดยเฉพาะมะเร็งต่อมลูกหมาก

         - ผู้เข้ารับการทดสอบที่รับประทานมะเขือเทศในปริมาณสูงที่สุด 10 ครั้งต่อสัปดาห์ มีอัตราเสี่ยง ในการเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมากต่ำกว่าเมื่อเปรียบ เทียบกับผู้ที่รับประทานน้อยกว่า 1.5 ครั้งต่อสัปดาห์ - การรับประทาน มะเขือเทศในอัตราสูงจะช่วยลดอัตราการเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมากทุกประเภท ได้ถึง 35% และลดความรุนแรงของโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก 53%

        - สารสกัดจาก มะเขือเทศที่ประกอบด้วยไลโคปีน 30 มิลลิกรัมต่อวัน จะช่วยลดการเจริญเติบโตของโรคมะเร็งต่อมลูกหมากในคนไข้ภายหลังจากการรักษา โรคมาแล้ว 3 สัปดาห์

        - ไลโคปีนอาจจะมีส่วนสำคัญในการยับยั้งการเจริญ เติบโตของเซลล์มะเร็งเต้านมและมะเร็งปากมดลูก โดยจะลดการเกิดเนื้องอกและยับยั้งการพัฒนา วง * บุคคล ที่รับประทานมะเขือเทศบด 40 กรัมต่อวัน ได้รับสารไลโคปีน 16 กรัมต่อวัน จะมีอัตราของอาการ เผาไหม้ของผิวหนังจากแสงอาทิตย์ลดลง 40% หลัง จากรับประทานมะเขือเทศติดต่อกันนาน 10 สัปดาห์จรชีวิตของเซลล์ในช่วงต้นของการเกิดเซลล์มะเร็ง (ระยะ G1) ไลโคปีนอาจช่วยป้องกันความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ

        - บุคคลที่มี สารสกัดพลาสมาไลโคปีนที่สูงที่สุดจะมี เปอร์เซ็นต์ของการเกิดการหนาตัวของหลอดเลือด IMT (intima-mediated thickness) ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ของโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือดระยะเริ่มต้นได้ต่ำสุด ถึง 90% ดังนั้น การได้รับไลโคปีนในปริมาณที่สูงอาจช่วยลดอัตราเสี่ยงของการเป็นโรคไขมันอุด ตันในเส้นเลือด - การรับประทานไลโคปีนสามารถอัตราเสี่ยงของการ เป็นกล้ามเนื้อหัวใจอุดตันต่ำกว่า 60% สำหรับบุคคลที่ มีสารสกัดไลโคปีนสูงที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับผู้ที่มีสารสกัดไลโคปีนต่ำสุด ไลโคปีนอาจจะลดความรุนแรงของการเผาไหม้ของผิวหนังจากแสงอาทิตย์

อ้างอิง * รศ.ดร.วินัย ดะห์ลัน , เอกสารประกอบการบรรยาย "โภชนาการพื้นฐานเพื่อการมีสุขภาพสมบูรณ์สูงสุด" , พ.ศ. 2550 ที่มา : http://anti-aging.in.th/thread-9-1-1.html

Twitter Delicious Facebook Digg Stumbleupon Favorites More

 
Design by Free WordPress Themes | Bloggerized by Lasantha - Premium Blogger Themes | Facebook Themes